posttoday
บทเรียนจากญี่ปุ่น

บทเรียนจากญี่ปุ่น

17 พฤษภาคม 2559

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมหายหน้าไปสองสัปดาห์ เพราะลูกสาวบังคับให้ไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นโดยซื้อตั๋วเครื่องบินและจ่ายเงินค่าจองโรงแรมให้เรียบร้อย เลยต้องไปตามคำบัญชาของลูก ทั้งๆ ที่ก่อนไปกลัวว่าจะต้องไปแย่งกินแย่งอยู่กับคนญี่ปุ่นที่นานๆ ครั้งได้หยุดงานยาวเป็นสัปดาห์ทองของเขา ก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ความจริงผมเคยไปประเทศญี่ปุ่นมาหลายครั้ง แต่ไปแบบทำงาน ออกจากสนามบินมีคนไปรับ มาถึงสำนักงานของลูกค้าพาเข้าออฟฟิศชี้ให้ดูธงชาติไทยผืนเล็กๆ ที่ปักไว้คู่กับธงชาติญี่ปุ่น หลังจากนั้นเข้าห้องประชุมถูกรุม 1 ต่อ 3 บ้าง 1 ต่อ 4 บ้าง ถ้านับสัดส่วนจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ประชุมเสร็จพาไปเลี้ยงกินอาหารญี่ปุ่นชั้นดีที่เขาเลือกสรรให้ แต่กินไม่ลงเพราะไม่คุ้นลิ้นและรสชาติ ต้องแอบไปกินโซบะบ้าง อุด้งบ้าง เวลากลับมาถึงโรงแรมไม่ให้เขารู้ วันรุ่งขึ้นบินกลับบ้านด้วยความหมดแรงเพราะถูกรุมบนโต๊ะประชุมแบบทีมเวิร์ก ญี่ปุ่นที่ผมคุ้นเคยจึงเป็นห้องประชุมฝาผนัง 4 ด้านเหมือนกับห้องประชุมในไต้หวัน จีน เกาหลี และประเทศอื่นๆ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ค่อยเข้าใจว่า ทำไมพักหลังนี้คนไทยที่ผมรู้จักถึงไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมากกว่าไปภูเก็ตหรือเชียงใหม่

พอมีโอกาสไปอย่างนักท่องเที่ยวเต็มตัว มีโอกาสสัมผัสชีวิตและความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นบนท้องถนน ในสวนสาธารณะ ในร้านอาหารพื้นๆ ที่เขารับประทานกันในสถานีรถไฟใต้ดินและบนดิน ไม่ใช่กลุ่มนักธุรกิจที่ทำงานเป็นทีม ผมถึงรู้สึกว่าคนญี่ปุ่นทั่วไปเป็นคนน่ารักนิสัยดี และให้ความเป็นมิตรกับคนต่างชาติไม่แพ้คนไทยที่ไม่ได้มุ่งปอกลอกคนต่างชาติบางกลุ่ม

ผมพูดอย่างนี้ได้เต็มปากเต็มคำเพราะมีประสบการณ์จริงๆ มากมายระหว่างที่อยู่ในประเทศนี้ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ถึงแม้ว่าเปรียบเทียบกับในอดีตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วจะพัฒนาขึ้นมาก เพราะฉะนั้นบางทีเวลาสอบถามข้อมูลจึงค่อนข้างลำบาก ถ้าเราพูดภาษาของเขาไม่ได้

แต่ถึงจะพูดกันไม่เข้าใจ แต่คนญี่ปุ่นที่ผมพูดด้วยแสดงให้เห็นชัดว่า เขาพยายามที่จะเข้าใจว่าเราต้องการอะไร และพยายามช่วยเหลือ แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ตัวอย่างเช่น ในเช้ามืดวันแรกหลังจากไปถึงญี่ปุ่น ผมออกจากโรงแรมที่พักว่าจะไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะที่ดูแผนที่แล้วใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีตามกูเกิลแมป แต่เอาเข้าจริงเดินไปเกือบครึ่งชั่วโมงยังไม่เห็นวี่แวว เลยตัดสินใจถามคนที่เดินสวนมา หลังจากเจรจา 2 ภาษาอยู่พักใหญ่โดยใช้ท่าทางประกอบ เขาก็เข้าใจและชี้มือชี้ไม้ให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ซึ่งถ้าไปตามนั้น ผมไม่รู้ว่าจะไปโผล่ที่ไหน ทำไปทำมาเขาคงสังเกตว่าผมยังงงๆ อยู่ เลยบอกให้ผมเดินตามเขาขึ้นสะพานลอยข้ามถนนมาอีกฟากหนึ่งแล้วส่งผมที่หน้าบันไดขึ้นสวนสาธารณะ โค้งให้ผมหนึ่งที ทั้งๆ ที่ผมน่าจะเป็นฝ่ายโค้งให้ก่อนเป็นการขอบคุณมากกว่า แต่เขาโค้งไวกว่าผม เลยต้องโค้งทีหลัง และหัดโค้งไว้ตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา ซึ่งได้ใช้ประโยชน์อีกหลายหนกว่าจะกลับกรุงเทพฯ เพราะมีเรื่องให้โค้งขอบคุณเป็นประจำ

หลังจากโค้งเสร็จเขาก็เดินเข้าไปสถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ใกล้ๆ กับสวน และอาจไปทำงานสายเพราะเสียเวลาพูดจาพากะเหรี่ยงไทยไปวิ่งเล่นในสวน แต่ดูท่าทีเขาเต็มอกเต็มใจให้ความช่วยเหลือ ไม่แสดงอาการหงุดหงิดรำคาญแต่อย่างใด

อีกครั้งหนึ่งคือ เขาแสดงให้เห็นว่าการทำงานเป็นที่มา ไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องประชุมเท่านั้น แม้แต่บนรถไฟใต้ดินเขายังพร้อมช่วยกันทำงานเป็นทีม เพราะมีวันหนึ่งผมนั่งรถไฟผิดทางเลยไปคนละทางกับสถานีที่จะกลับโรงแรม แต่รถไฟสายนี้เป็นเส้นทางวิ่งออกไปนอกเมือง ผมเห็นท่าไม่ดีจึงถามผู้โดยสารที่นั่งติดกันว่าทำอย่างไรดี แกก็พยายามช่วย แต่พูดกันไม่เข้าใจ ผู้โดยสารอีกคนที่ยืนอ่านหนังสืออยู่ก้มหน้าลงมาช่วย คนนี้พูดอังกฤษได้ ปรึกษากับคนแรกพักหนึ่ง ป้าที่ยืนอยู่อีกคนเข้ามาร่วมปรึกษาหารือยุทธการช่วยกะเหรี่ยงหลงทางด้วย พอ 3 คนตกลงหาข้อยุติจากการประชุมร่วมกันแล้วก็ให้คนที่พูดอังกฤษได้บอกผมให้ลงป้ายหน้าแล้วต่อรถเบอร์อะไร ขึ้นที่ชานชาลาไหนกลับ แล้วทั้ง 3 คนก็โค้งให้กันและกัน รับโค้งจากผมซึ่งตอนนี้โค้งเก่งแล้ว เพราะต้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่นบ่อยๆ

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมหายมีอคติกับการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารญี่ปุ่นไปเป็นกอง เพราะนี่คือวิธีการทำงานของเขาที่ทำงานเป็นทีม แบ่งกันรับข้อมูล ย่อยข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันเพื่อหาข้อสรุป ไม่ใช่การรุมอย่างที่ผมคิดในอดีต และถ้าเราอยากเจริญก้าวหน้าให้ทันโลก ไม่ให้เสียเปรียบคนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวตะวันตกที่ถูกฝึกให้กล้าแสดงออก กล้าพูดเสียงดังกว่าคนไทย เราน่าจะใช้กลยุทธ์เดียวกับเพื่อนญี่ปุ่นคือ ทำงานร่วมกันเป็นทีม ถึงจะสู้คนอื่นได้ ถ้าผมมีโอกาสไปเจรจาทำธุรกิจกับญี่ปุ่นอีก คงต้องสร้างทีมให้ไปทำงานร่วมกัน ไม่ใช่เป็นผู้ติดตามหรือทีมท่องเที่ยว

ถ้าคุยเรื่องเหล่านี้อีกคงคุยกันได้เป็นอาทิตย์ เอาเป็นว่าประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมพักนี้คนไทยถึงชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น และกลับมาช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปากหรือไลน์ต่อไลน์ให้ญี่ปุ่น ซึ่งได้ผลกว่าการใช้เงินสร้างโฆษณาชวนเชื่อด้วยวิธีต่างๆ โดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่เยนเดียวให้คนไทย

อย่างที่ทราบกันครับว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังอ่อนแอตกอยู่ในสภาวะเงินฝืด คนญี่ปุ่นไม่ใช้เงินเพื่อการบริโภค ถึงแม้ธนาคารกลางจะกระตุ้นด้วยการอัดฉีดเงินเข้าระบบคิดเป็นเม็ดเงินมากกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐอัดฉีดเข้าระบบทั้งๆ ที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้นมีขนาดเพียงหนึ่งในสี่ของสหรัฐ นอกจากนั้นยังนำนโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบมาใช้ ผู้คนก็ยังไม่ยอมใช้เงิน

ผมว่าญี่ปุ่นโชคดีที่ได้รับการกระตุ้นเศรษฐกิจจากเมืองไทยเต็มๆ เพราะเวลามีการหยุดงานยาวๆ ในเมืองไทย คนไทยชั้นกลางมีกำลังซื้อสูงจะแห่กันไปเที่ยวญี่ปุ่น ช่วยกันใช้เงินในประเทศญี่ปุ่น ทั้งค่าที่พัก อาหาร และการท่องเที่ยว ที่สำคัญคือคนไทยที่ไปญี่ปุ่นเป็นนักช็อปตัวฉกาจจนห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไปมีภาษาไทยติดไว้บริการนักท่องเที่ยวชาวไทย ผมเข้าไปในร้านแห่งหนึ่งเห็นคนไทยแห่กันซื้อขนมญี่ปุ่นหรือแม้แต่ขนมฝรั่งอย่างช็อกโกแลตกรอบกันเหมือนได้ฟรี ทั้งๆ ที่มีขายในไทย อย่างนี้ญี่ปุ่นไม่รักไทยแล้วจะรักใครใช่ไหมครับ

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง