posttoday

ต่างชาติรุมบีบ ประชามติเสี่ยงสะดุด

16 พฤษภาคม 2559

แรงกดดันจากต่างชาติจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติในอนาคต

ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ถึงจะไม่ใช่การ “ประณาม” แต่หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่แสดงจุดยืนความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างละเอียดก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาหลายส่วนกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​​ไม่มากก็น้อย​

แถมยังอาจจะพัฒนากลายเป็นแรงกดดันที่สำคัญ จนทำให้รัฐบาล คสช.ต้องดำเนินการอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลายมาตรการที่คุมเข้มการแสดงออก​ในเวลานี้ ​

เกล็น เดวีส์ ​ระบุผ่าน​สื่อมวลชน​ แสดงความไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึง
การจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ซึ่งไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออก สร้างบรรยากาศของการข่มขู่  และทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง

อีกทั้งการข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งสหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร

“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือน ส.ค. เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”

ไม่เพียงแค่สหรัฐเท่านั้นที่ออกมาขยับเรื่องนี้ เพราะไม่กี่วันก่อนหน้าในเวทีการเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส​

จะพบว่าหลายชาติให้ความสนใจสอบถามถึงบรรยากาศที่สิทธิในประเทศไทยถูกกระทบ และหลายคำถามในวันนั้นก็ยังไม่มีคำตอบที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้นในอนาคต

ต้องยอมรับว่ายิ่งเข้าใกล้ช่วงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิทธิการแสดงความคิดความเห็นกลับยังถูกปิดกั้น และอาจเข้มงวดกว่าในช่วงหลังรัฐประหารด้วยซ้ำ สวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะหลายฝั่งคาดหวังว่าในช่วงก่อนออกเสียงประชามติ ควรเปิดให้มีการอภิปรายจุดเด่นจุดด้อยกันอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการยอมรับให้เป็นกฎกติกาสูงสุดของประเทศ

ที่ผ่านมาเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย​ ทั้งภาคการเมือง ​​​ภาควิชาการ ไปจนถึงภาคประชาชน ต้องการให้รัฐบาล คสช. เปิดช่องการแสดงความคิดความเห็นมาโดยตลอด

ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงข้ามด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ และคำสั่ง คสช. กลายเป็นกฎเหล็กสกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นได้อย่างที่ควรจะเป็น

คู่ขนานไปกับการเชือดไก่ให้ลิงดู ทั้งคุมตัวฝากขังหลายกรณี แต่อีกด้านกลับเป็นการปลุกแนวร่วมออกมาเรียกร้องรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ ​

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองเข้าพบ​ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหประชาชาติ เพื่อให้จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติ และเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว

ล่าสุด พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์​กระทุ้งอีกรอบขอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ระบุว่า ตามที่กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ในสังคมไทยได้ร่วมกันเรียกร้องให้กระบวนการทำประชามติต้องเปิดกว้าง มีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ อย่างรอบด้าน ​

ทั้งหมดเป็นแรงกดดันที่รุมเร้า คสช.เวลานี้ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าการ​ห่วงใยเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพราะเขาไม่ได้มาเห็นและรับรู้เรื่องในประเทศ​ เรื่องศาลทหาร​ก็ดำเนินการตามกฎหมาย​ทุกๆ ประเทศก็ใช้มาตรการกฎหมายแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรไปละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย

แถมส่งสัญญาณไม่ปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลและ คสช.ต้องเดินหน้าตามโรดแมป เพราะประเทศต่างๆ เขาติดตามอยู่ว่าเราเดินตามโรดแมปหรือไม่ ถ้ายังมัวแต่มาเตะขาเตะแข้งกันแบบนี้ โรดแมปก็ไม่เดิน ซ้ำร้ายพวกผมที่ทำงานขณะนี้คงแย่แน่นอน”

ตราบที่ทุกอย่างยังเป็นเช่นนี้ไม่มีการแก้ไข แรงกดดันจากต่างชาติจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติในอนาคต

ข่าวล่าสุด

เคทีซีสานต่อโครงการ “เคลียร์หนี้” ปี 2569 ชูวินัยการเงินเป็นกุญแจแก้หนี้ครัวเรือน