
แม่ค้าออนไลน์สะอื้น ไล่เก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ
ความนิยมจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก แม้ในไทยการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
ความนิยมจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก แม้ในไทยการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) ก็เติบโตอย่างรวดเร็วจนมีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านบาท/ปี ไปแล้ว และมีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ 502,676 ราย และมีผู้ค้าที่ไม่จดทะเบียนอีกนับแสนราย การค้ารูปแบบใหม่นี้กำลังถูกจ้องมองตาเป็นมันจากหน่วยงานการจัดเก็บภาษีอากรอย่าง กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต เนื่องจากจะเป็นฐานภาษีแหล่งใหม่ให้รัฐบาล
ความพยายามที่จะเก็บภาษีขายสินค้าทางอินเทอร์เน็ตสร้างความแตกตื่นให้กับแม่ค้าออนไลน์ เพราะเกรงจะถูกเรียกเก็บภาษีจากปัจจุบันที่ไม่เคยเสียภาษีมาก่อน และการนำสินค้าเข้ามาขายในช่องทางออนไลน์นั้น ผู้ขายจะมีต้นทุนจากราคาสินค้า โดยการคำนวณอัตราภาษีในช่วงแรกนั้นมีทั้งภาษีขาย (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) และภาษีที่ต้องชำระ ดังนั้นเมื่อร้านค้าต้องแบกต้นทุนสองส่วนก็จะเลี่ยงที่จะบอกที่มาของเงิน
แต่เพราะการซื้อขายออนไลน์เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย ไม่มีต้นทุนเรื่องของการจ้างงาน การตั้งหน้าร้าน เป็นแค่เงินรายได้ที่มาจากการยินยอมซื้อของทั้งสองฝ่าย ทำให้ตรวจสอบที่มาของเงินได้ยาก และมีความเสี่ยงสูงหากผู้ดำเนินธุรกิจนั้นมีการหลอกลวง และยากที่จะเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไปได้ตามที่เป็นข่าวฉ้อโกงไม่เว้นวัน ฉะนั้นการทำทุกอย่างให้ถูกต้องแม้กระทั่งเสียภาษีก็น่าจะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายได้มากกว่าเสีย







