
ประเทศไทย 4.0 คิดดี มีลุ้น พร้อมความห่วงใย
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ตั้งแต่การรัฐประหารโดย คสช. และมีรัฐบาลเฉพาะกิจ งานบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจเป็นไปด้วยความยากลำบากในหลายมุม อยากใช้คำง่ายๆ ว่า โชคร้าย ของผู้รับผิดชอบด้านนี้ ที่มาในเวลาที่ไม่เคยมีปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการส่งออกกับเพื่อนบ้าน สะท้อนจากจีดีพีที่เติบโตต่ำกว่าประเทศอื่นโดยไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และช่วงแรกการจัดทัพของรัฐยังมุ่งสู่การขยับจีดีพี ขยับส่งออก จนเมื่อไม่ได้ผลตามเป้าหมาย จึงมองกลับหลังหัน ให้ความสำคัญภายในมากขึ้น
"เมื่อน้ำใหม่นำเข้าประเทศ ไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย น้ำในประเทศตรงไหนบ้างที่จะสามารถจัดสรร ให้ทุกฝ่ายผ่านช่วงเวลานี้ไปได้" แนวคิดนี้จึงถูกนำมาพิจารณา
มองให้บวกถือโอกาสนี้ที่ทุกแห่งลำบากทั้งหมด ยกเว้นทุนขนาดใหญ่ ใช้ความคิด ความร่วมมือกัน สร้างความเป็นธรรม กระจายโอกาส จับมือพัฒนาร่วมกัน
ยกระดับอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ร่วมกันทั้งประเทศ แนวคิดประเทศไทย 4.0 จึงเป็นแนวคิดเพื่อคนส่วนใหญ่ ทุกระดับชั้น ที่ชัดเจนกว่าแนวคิดทั้งหมดที่ผ่านมา และดูจะตรงใจประชาชนส่วนใหญ่
แต่แนวคิดก็คือแนวคิด จะไปได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่อง วันนี้โดยส่วนตัวที่รับฟังข้อร้องเรียน ผ่านตากฎหมายบางฉบับ และมีผู้ที่เชี่ยวชาญกว่าให้คำแนะนำ ทำให้ทราบว่าการผลักดันจริงไม่ง่าย แต่แนวคิดนี้ยังไงก็ต้องผลักดันจนถึงที่สุด ทุกรูปแบบ ทุกทาง ให้ข้ามรัฐบาลต่อรัฐบาลทุกรัฐบาลในอนาคต เพราะมันคือแนวคิดด้านโครงสร้างเศรษฐกิจที่เหมาะกับเทคโนโลยี ค่านิยม โลก ของหน่วยธุรกิจในสังคมที่เปลี่ยนไป ที่สำคัญเป็นแนวคิดที่ทำให้ส่วนต่างๆ ของสังคมยอมเข้ามาร่วมมือกันโดยไม่พูดเรื่องการแบ่งฝ่าย สังคมมีการเคลื่อนไหว แลกเปลี่ยน ไม่ถูกกดจากมิติการเมือง ปล่อยความกดดันได้อย่างไม่กระทบกระเทือนความมั่นคง
ท่านที่ไม่เคยอ่านสิ่งที่เขียนมาตลอด 1 ปี 6 เดือน ตั้งแต่เป็นนักวิชาการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็อาจตีความไปว่าผู้เขียนมีเจตนาสนับสนุนรัฐบาล แต่หากไล่อ่านมาตั้งแต่ต้น ส่วนใหญ่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับการจัดเรียงนโยบายเศรษฐกิจมาตลอด และแสดงความคิดเห็นในเวทีทุกที่ที่มีโอกาส โดยเฉพาะการมุ่งเน้นรายใหญ่ เพราะรายใหญ่ปล่อยไปได้แล้ว แข็งแกร่งพอแล้ว ควรผลักไปแข่งนอกประเทศ ไม่รังเกียจรายใหญ่เลย แต่ประเทศนี้เล็กไปแล้วสำหรับท่าน ทุกข้อวิจารณ์ตั้งบนเหตุผลและรับฟังข้อเท็จจริง ไม่มีอคติ
แต่ครั้งนี้เมื่อเปิดตัวนโยบายประเทศไทย 4.0 เต็มที่ และเท่าที่ตรวจสอบมีการขยับทุกส่วนในวงกว้าง ระดับมหาวิทยาลัย วิสาหกิจชุมชน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กรมพัฒนาชุมชน กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม รวมถึงการเปิดตัว Startup Thailand และอีกมาก นี่คือวัตถุประสงค์หลักของจุดยืนในคอลัมน์นี้ ลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างเร็วที่สุด ประทับใจมากที่สามารถนำหลัก "พร่องเติม พอหยุด เกินปัน" มาทำเป็นโมเดลที่จับต้องได้ เข้าใจได้ง่ายทุกฝ่าย
ความห่วงใยเดียวที่มี คือโครงการประชารัฐ ที่ให้ทุนใหญ่เข้าร่วมทุนเล็กในการดำเนินธุรกิจ เข้าใจดีว่าทุนใหญ่สามารถช่วยได้หลายมุม แต่ห่วงว่ามันผิดธรรมชาติธุรกิจที่ทุนใหญ่มักจะกลืนทุนเล็ก จนในที่สุดกลายเป็น Captive Company ของทุนใหญ่ มองสั้นๆ ดี รวดเร็ว มองยาวๆ ประเทศจะเสียความหลากหลายในแนวคิดการสร้างธุรกิจ และธรรมชาติธุรกิจขนาดใหญ่ หรือยกตัวอย่าง ธุรกิจมหาชน ที่กฎหมายเน้นการปกป้องผลประโยชน์สูงสุดให้ผู้ถือหุ้น จนบางมิติไปสร้างความยากลำบากให้คู่ค้า จะเหมาะกับการ พร่องเติม พอหยุด เกินปัน จริงหรือ? รายใหญ่จะคิดผ่านได้หรือไม่? นี่คือความห่วงใยที่มีต่อโครงการประชารัฐ
ข้อห่วงใยสุดท้าย คือ เมื่อสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น การสนับสนุนโดยเฉพาะทุนต้องต่อเนื่อง ทุนหล่านี้มาจากไหน ? ดูง่ายๆ ในแง่ Startup หากไม่มีทุนในลักษณะ Venture Capital หรืออื่นๆ เข้ามาร่วม แต่ใช้โครงสร้างการปล่อยสินเชื่อแบบธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก ซึ่งจะติดข้อจำกัดตามกฎหมายมากมาย ไม่มีทาง Start ได้ และไม่มีวัน Up
ทราบจากผู้เชี่ยวชาญว่าสภาพคล่องในระบบของธนาคารพาณิชย์ไทยสูงมาก ระบบธนาคารแข็งแกร่งมาก ทั้งในแง่การทำกำไร ในแง่งบดุล กำลังศึกษาตัวเลขเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่น มีโอกาสจะนำมาเล่าให้ฟัง
ตอนนี้ระบบเศรษฐกิจขาดน้ำหล่อลื่น Startup เริ่มแล้วต้องมีทุนหนุนต่อ หากจะให้เกิดวงกว้าง ธนาคารพาณิชย์เป็นกลไกสำคัญ
ถ้าใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในประเทศไทย 4.0 ที่ว่า พร่องเติม พอหยุด เกินปัน จะมีกองทุน Startup โดยธนาคารพาณิชย์เกิดขึ้นได้หรือไม่? ภายใต้กฎหมายใหม่ที่สามารถป้องกันคนทำงานได้ระดับหนึ่ง มีตลาดทุนสำหรับ Startup ที่ต้องยอมรับว่าเสี่ยงสูง ที่ไม่ใช่ตลาดหลักทรัพย์ เพราะนั่นคือสิ่งที่มั่นคงแน่นอนแล้ว อย่านำไปปนกัน
ทั้งหมดนี้คือเกมเศรษฐกิจแบบใหม่ ที่คนดี คนมีฐานะ คนมีโอกาส 5% ของประเทศถูกวางให้เล่นก่อน เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาโครงสร้างสะสม
ก็ต้องตามดูกันต่อไป จะออกมายังไง หมากเกมนี้แพงแน่ ถ้าเดินผิดแนวคิด เพราะ Startup ไทย จะไม่อยู่ประเทศไทย







