
จากสันติภาพสู่สันติสุข
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ผู้เขียนขอสนับสนุนการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตัดสินใจระงับการรื้อฟื้นการพูดคุยกับ “ขบวนการมาราปัตตานี”ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนชายแดนภาคใต้ไว้เป็นการชั่วคราว โดยมองว่าการพูดคุยดังกล่าวที่ผ่านมาเสียเวลา เสียชีวิตคนไปมาก ประโยชน์ที่ได้ไม่คุ้มค่า ที่ผ่านมาทหารยังไม่พร้อมที่จะพูดคุย แต่เป็นเพราะรัฐบาลขณะนั้นเป็นคนผลักดัน ท่านคงอึดอัดมานานกับสิ่งที่ถูกบังคับให้ทำจากฝ่ายการเมือง ผลสุดท้ายความรุนแรงยังดำรงอยู่ ทหารและประชาชนผู้บริสุทธิ์ตายและบาดเจ็บแทบจะทุกวัน
ตามทฤษฎีบอกว่าความขัดแย้งย่อมไปสิ้นสุดที่โต๊ะเจรจา นัยหนึ่งการจะยุติความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมหนีไม่พ้นที่ภาครัฐและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนต้องพูดคุยกันที่โต๊ะ ซึ่งคงไม่มีใครปฏิเสธ แต่คำถามคือจะคุยกันเรื่องอะไร ระหว่างใครกับใคร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ที่ผ่านมาฝ่ายทหารและพลเรือนได้พบปะพูดคุยกับตัวแทนของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมาหลายครั้งแล้ว ทั้งในประเทศและนอกประเทศ ทั้งที่ติดต่อกันเองโดยตรง และมีบุคคลที่สามประสานงานให้ แต่เป็นการพูดคุยกันเงียบๆ ในที่สุดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะไม่ได้คุยกับ “ตัวจริง” มีแต่ตัวปลอมเสนอตัวเข้ามา ซึ่งไม่สามารถสั่งให้ระงับความรุนแรงที่เกิดขึ้นได้
การพบปะ “พูดคุยเพื่อสันติภาพ” ที่ช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็น “การตัดสินใจทางการเมือง” โดยฝ่ายการเมืองไม่ได้ถามความเห็นของฝ่ายทหารผู้รับผิดชอบและไม่ฟังเสียงท้วงติง เพราะสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ขณะนั้นมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ฝ่ายการเมืองจึงไปขอความร่วมมือกับฝ่ายมาเลเซียที่รออยู่แล้ว และจัดฉากสร้างขบวนการจอมปลอม จัดหาสมาชิกขบวนการรุ่นเก่าที่มีคดีติดตัวและหนีไปอยู่ที่มาเลเซีย โดยสันติบาลมาเลเซียที่ควบคุมพวกนี้อยู่อุปโลกน์ขึ้นมาเป็นตัวแทนขบวนการแบ่งแยกดินแดน มีการประโคมข่าวกันใหญ่โต รัฐบาลขณะนั้นระบุตัวบุคคลที่เป็นพรรคพวกตนเองเข้าคุมการพูดคุยทั้งหมด โดยให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เข้าคุม ศอ.บต. ทั้งที่มีเสียงท้วงติงมากมายว่าเราให้ความสำคัญและยกสถานะของขบวนการปลอมมากไปหรือเปล่า
หลายฝ่ายท้วงติงด้วยความห่วงใยว่า ประการแรก คนที่เราพูดคุยด้วยนั้นเป็นตัวจริงเสียงจริงหรือเปล่า เพราะดูท่าทางแล้วคนที่มาเลเซียจัดมาให้คุยกับเราจะคุมพวกก่อเหตุรุนแรงไม่อยู่ สั่งการไม่ได้ ประการที่สอง หลายฝ่ายเสนอให้พูดคุยแบบลับๆ ก่อนดีไหม เพราะหากพูดคุยแบบเปิดเผย คู่พูดคุยต่างมีส่วนได้เสีย ไม่ยอมเสียหน้า ต่างฝ่ายต่างหาเสียงกับประชาชนที่สนับสนุนตน ความสำเร็จก็เกิดขึ้นยาก ประการที่สาม ทำไมต้องให้คนระดับเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย อย่างสูงที่สุดก็ควรเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เท่านั้น แต่รัฐบาลขณะนั้นไม่ฟังเสียงใคร เพราะหวังผลทางการเมืองอย่างเดียวโดยไม่นำพาว่าประเทศชาติจะเสียหายอย่างไร ยังดีที่รัฐบาลยอมใช้คำว่า “พูดคุย” ไม่ใช่ “เจรจา” ซึ่งหากใช้คำว่าเจรจาก็เท่ากับเรายกสถานะของขบวนการฯ และคนที่ทำผิดกฎหมายที่เที่ยวไล่ฆ่าคนขึ้นมามีสถานะเทียบเท่ากับรัฐบาลไทย
เชื่อว่ารัฐบาลขณะนั้นยอมทุกอย่างก็เพื่อให้สถานการณ์ความรุนแรงลดลง เกิดความสงบเรียบร้อย ประชาชนมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข ทำมาหากินสะดวก แต่ผลที่ออกมาไม่ได้เป็นอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง เพราะตัวแทนของขบวนการไม่อาจสั่งให้กลุ่มก่อการร้ายลดความรุนแรงลงได้
มาเลเซียพยายามแสดงบทบาทมากกว่า “ผู้อำนวยการความสะดวก” เราปล่อยให้มาเลเซียเป็นคนกำหนดทุกอย่าง เราต้องเข้าใจว่าการเสนอตัวเข้ามาของมาเลเซียนั้นเป็นผลประโยชน์ของมาเลเซียโดยตรง เพราะมาเลเซียเกรงว่าความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยอาจแพร่ขยายไปสู่รัฐทางภาคเหนือของมาเลเซีย ซึ่งมีกลุ่มหัวรุนแรงเคลื่อนไหวอยู่ มาเลเซียประสบความสำเร็จในการป้องกันไม่ให้ลัทธิก่อการร้ายรุนแรงในเกาะมินดาเนาแพร่เข้ามาในรัฐซาบาห์ของมาเลเซียตะวันออก ด้วยการเสนอเจรจาสันติภาพในระหว่างรัฐบาลฟิลิปปินส์กับกลุ่มโมโรจนประสบผลสำเร็จ มาเลเซียต้องการนำต้นแบบการเจรจาแบบฟิลิปปินส์มาใช้กับไทย กลุ่ม “มาราปัตตานี” และกลุ่มก่อนหน้านี้ที่พูดคุยกับฝ่ายไทยต่างก็เป็นคนที่สันติบาลมาเลเซียอุปโลกน์มาทั้งนั้น ซึ่งไม่สามารถสั่งการให้กลุ่มก่อการร้ายในไทยยุติความรุนแรงได้ ครั้งนี้ขบวนการมาราปัตตานีฮึกเหิมถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลไทย “รับรอง” สถานะของขบวนการ ดีแต่ว่ารัฐบาล คสช.รู้ทันจึงไม่หลงกลและระงับการติดต่อไว้ก่อน
เวลานี้หน่วยงานข่าวและสันติบาลมาเลเซียไม่กล้าผลักดันเต็มที่ เพราะรู้ว่ารัฐบาลกัวลาลัมเปอร์กำลังมีปัญหาทางการเมืองเมื่อ นาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี กำลังถูกประชาชนกล่าวหาว่าไม่โปร่งใสเรื่องเงินๆ ทองๆ นอกจากนั้นรัฐบาลมาเลเซียกำลังปวดหัวกับคนมาเลย์ที่ไปร่วมกับกลุ่มไอซิสที่รัฐบาลมาเลเซียกำลังกวาดล้างจับกุมอยู่ในขณะนี้ หน่วยข่าวมาเลเซียซึ่งเป็นฝ่ายเจ้ากี้เจ้าการเสนอให้มีการฟื้นฟูการพบปะพูดคุยระหว่างกลุ่มมาราปัตตานี จึงไม่กล้าที่จะไปเซ้าซี้นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค มากนัก
เราสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ระงับและทบทวนการพบปะพูดคุยกับตัวแทนปลอมๆ ของกลุ่มก่อการร้ายในชายแดนภาคใต้ไว้ก่อน แล้วกำหนดวิธีการใหม่อย่างเป็นระบบ เป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลต้องพูดคุยกับคนที่จะยุติความรุนแรงได้เท่านั้น การพูดคุยครั้งต่อๆ ไปต้องทำทั้งทางลับและเปิดเผย
เราอยากจะส่งสาส์นไปถึงกลุ่มก่อการร้ายที่เที่ยวไล่ฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์อยู่ในปัจจุบันว่า พวกคุณไม่มีทางที่จะแบ่งแยกจังหวัดชายแดนภาคใต้ออกจากไทยได้ แต่ถ้าคุณคิดทำเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนจริงตามที่อ้าง ต้องหยุดความรุนแรงโดยตกลงกับรัฐบาลอย่างเป็นขั้นเป็นตอน งบประมาณที่รัฐใช้ไปในการปราบปรามเป็นหมื่นล้านบาทในแต่ละปี หากนำมาพัฒนาพื้นที่ ประชาชนจะมีความสุขเพียงใด หากพวกคุณมีเป้าหมายทำเพื่อประชาชนจริงควรรับแนวคิดนี้ไปพิจารณา







