
คลังรับลูกทวงคืนท่อก๊าซ
คลังพร้อมรับโอนท่อคืน ปตท. แต่ขอตีความทางกฎหมายให้ชัดเจน หวั่นปัญหางอก
คลังพร้อมรับโอนท่อคืน ปตท. แต่ขอตีความทางกฎหมายให้ชัดเจน หวั่นปัญหางอก
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้สอบถามข้อเท็จจริงกับข้าราชการที่ดูแลกรณีทวงท่อก๊าซคืนจากบริษัท ปตท. ตามคำสั่งของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ที่ผ่านมาคลังรับโอนคืนท่อก๊าซตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดบางส่วนแล้ว และยังได้มีการระบุไว้ในสัญญารับคืนว่ากรณีที่ยังรับโอนท่อไม่ครบ ก็สามารถโอนมาเพิ่มเติมได้ หากมีการตีความชัดเจนว่าทรัพย์สินส่วนนั้นเป็นของรัฐ ซึ่งการรับโอนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังได้ทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วตามคำสั่งศาล
“ทรัพย์สินในส่วนที่ คตง.ขอให้คลังรับโอนคืนมานั้น ในท้ายที่สุดต้องมีการตีความให้ชัดว่าเป็นของใคร ในตอนนี้ยังไม่แน่ใจ ซึ่งเรื่องอาจจะจบที่ศาล และหากตัดสินหรือมีหลักฐานข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นของรัฐ คลังก็พร้อมรับโอน ไม่มีปัญหา” นายอภิศักดิ์ กล่าว
รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ผ่านมากรณีท่อก๊าซในส่วนที่เป็นปัญหานั้น มีการพิจารณากันหลายรอบ หลายส่วน ทั้งของ คตง. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมถึงศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีคำตัดสินว่าได้คืนท่อมาครบถ้วนแล้ว กระทรวงการคลังเลยไม่รู้ว่าจะต้องดำเนินการตามคำสั่งของส่วนงานใด
ทั้งนี้ การโอนคืนท่อ 3.2 หมื่นล้านบาท ต้องมีความชัดเจนเหมือนการคืนท่อในอดีต ที่มีความชัดเจนว่า ปตท.ได้ใช้อำนาจและสิทธิของรัฐ จึงเป็นทรัพย์ของรัฐที่สามารถเรียกคืนได้ แต่ในส่วนท่อที่มีการวางในทะเล ต้องไปตีความว่าพื้นที่ในทะเลเป็นของรัฐด้วยหรือไม่ หรือเป็นทรัพย์สินที่ ปตท.ไปลงทุนเพิ่มเติมภายหลังเอง เพราะพื้นที่ในทะเลไม่ได้มีการเวนคืน ไม่ได้มีการใช้อำนาจและสิทธิของรัฐเหมือนพื้นที่บนบก ก็ต้องมีการตีความ ซึ่งถ้าสรุปว่าเป็นพื้นที่ของรัฐ ท่อในส่วนนี้ก็ต้องโอนมาคืนรัฐ
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ได้ให้นักกฎหมายของกรมศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้ ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าต้องมีการเรียกคืนท่อเลยหรือไม่ เพราะแต่ละหน่วยงานมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว ส่วนมติ คตง.ที่ให้ ครม.ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองสูงสุดเพื่อให้บังคับคดีภายใน 60 วัน ยังตอบไม่ถูก เรื่องนี้ยืดยาว พอจะทราบความเป็นมา แต่จะดำเนินการอย่างไรนั้น ขอพิจารณาหนังสือของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก่อนว่าจะมีความชัดเจนขนาดไหน ต้องดูน้ำหนักข้อกฎหมายและเหตุผล







