
วิกฤติการเมืองเข้าสู่กลียุคสมัยอยุธยา
ชาญวิทย์ ชี้กลางวงเสวนาวุฒิฯ วิกฤติตอนนี้เข้ากลียุคแบบสมัยอยุธยา แนะถ้าผ่านไปได้ต้องทำ 4 ด้านสำคัญ ด้าน ‘จาตุรนต์’ ชี้ โรดแมป ไร้แผนปรองดอง-ไร้ความรับผิดชอบการเมือง ส่วน อดีตปธ.สมานฉันท์ ซัดรบ.ไม่มีแผนแก้ความขัดแย้ง
ชาญวิทย์ ชี้กลางวงเสวนาวุฒิฯ วิกฤติตอนนี้เข้ากลียุคแบบสมัยอยุธยา แนะถ้าผ่านไปได้ต้องทำ 4 ด้านสำคัญ ด้าน ‘จาตุรนต์’ ชี้ โรดแมป ไร้แผนปรองดอง-ไร้ความรับผิดชอบการเมือง ส่วน อดีตปธ.สมานฉันท์ ซัดรบ.ไม่มีแผนแก้ความขัดแย้ง
ที่รัฐสภา คณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา จัดเสวนา เรื่อง “ก้าวต่อไปประเทศไทย : การขับเคลื่อนโรดแมป 5 ข้อ ของรัฐบาล” มีวิทยากรได้แก่ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายดิเรก ถึงฝั่งส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ทั้งนี้ คณะกรรมการฯได้เชิญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาร่วมเสวนาด้วย แต่นายภราดร เณรบำรุง รองเลขาธิการ นายกฯแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ ติดภารกิจและมอบหมายให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมาเสวนาแทน แต่นายสาทิตย์ ไม่ได้เดินทางไปร่วมงาน
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า วิกฤตการเมืองช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา ทำให้นึกถึงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีเอกสารเป็นเพลงยาวพยากรณ์ก่อนการเสียกรุงว่าจะเกิด “กาลกุลี” หรือกลียุค ซึ่งปัจจุบันประเทศก็ถึงทางตันการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยด้านการเมืองไทย ตนไม่เชื่อว่า รัฐประหาร 49 จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้าจะหลีกพ้นกลียุค อย่างน้อยต้องทำ 4 ประการให้ได้คือ 1.สร้าง ความสมานฉันท์ในชาติโดยรวมโดยเฉพาะรากหญ้า และทำให้คนชั้นสูงชั้นกลางในกทม.และเมืองใหญ่ นายทุนขุนศึกศักดินาที่กุมอำนาจรัฐ ประนีประนอมแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้กับชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง 2.ปฏิรูป รัฐธรรมนูญ เขียนใหม่ทั้งหมดให้เป็นของสยามประเทศ ไม่ใช่ของประเทศไทย มีสาระเป็นประชาธิปไตย ไม่หมกเม็ดรับใช้กลุ่มคนหรือหมู่คณะใดๆ แต่ตอนนี้น่าวิตกเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ
นายชาญวิทย์ กล่าวว่า 3.ต้องทำให้สถาบันกษัตริย์ เป็นสถาบันสูงสุด เป็นสถาบันกลาง เป็นที่เคารพโดยรวม และไม่ถูกนำไปใช้อ้างอิงเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใด 4.สถาบัน ทหาร ตำรวจ พลเรือน ตุลาการ ต้องปราศจากการเข้าแทรกแซงเพื่อผลประโยชน์การเมือง ต้องทำให้สถาบันเหล่านี้มีความคิดเป็นประชาธิปไตย มีหน้าที่พัฒนาปกป้อง อำนวยความยุติธรรมโดยส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะใด แต่สถาบันเหล่านี้ของสังคมยังมีปัญหาความคิดประชาธิปไตยมาก แต่ถ้าปฏิบัติได้ โรดแมปก็ถึงจะเป็นไปได้
ด้านนายจาตุรนต์ กล่าวว่า เวลานี้พูดเรื่องปรองดองกันมาก ทำราวกับว่า หลัง 19 พฤษ ภาคที่เหลืออยู่เพียงอย่างเดียวคือ ทำอย่างไรให้ปรองดอง ซึ่งตนคิดว่า ถูกเพียงครึ่งเดียว เพราะสิ่งที่ไม่ได้พูดกันเลยคือ จะออกจากวิกฤตอย่างไร จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างไร เรื่องที่ขัดแย้งกันจนเกิดความรุนแรงจนสูญเสียจะปรองดองอย่างไร เหล่านี้ต้องมาควบคู่กัน ทั้งนี้ วิกฤตเกิดจากการเมืองเพราะคนเห็นไม่ตรงกันในการปกครองบ้านเมืองโดยเฉพาะ เรื่องใหญ่ๆเช่น ใครจะเป็นรัฐบาลและนโยบายสำคัญ ซึ่งเมื่อมีความเห็นต่างกัน แทนที่จะหาวิธีแก้ไขในระบบ หรือหาวิธีให้คนอยู่ร่มกันได้ แต่กลับเลือกใช้วิธีรุนแรงแก้ปัญหาคือนั่นคือ การรัฐประหาร
“ที่ผ่านมามีระเบิด มีการเผา ก็ต้องคิดหาทางกลับมาปรองดองโดยไม่ใช้กำลังตอบโต้กัน แต่ปรากฏว่า รัฐบาลมีโรดแมป 5 ข้อ มีคณะกรรมการอิสระขึ้นมา 4 ชุด แต่เห็นว่า ไม่ใช่แผนการสร้างความปรองดอง ปัญหาใหญ่ขณะนี้คือยังไม่มีแผนปรองดองใดจากรัฐบาล เพราะคณะกรรมการทั้งหมดเกือบจะไม่มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับการปรองดองเลย ซึ่งน่าตกใจมาก ปัญหาที่เป็นต้นเหตุวิกฤตคือ ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ และการเข้าถึงความยุติธรรม แต่คณะกรรมการเหล่านี้ไม่ชุดใดก็ไม่พูด” นายจาตุรนต์ กล่าว
นาย ดิเรก กล่าวว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ฯที่เกิดจากดำริของนายกฯมาจากทุกฝ่ายของความขัดแย้ง และมีผลการศึกษาเสนอรัฐบาลไปแล้วตั้งแต่ก่อนวิกฤตเมษายน-พฤษภาคม 53 แต่สุดท้ายก็เกิดเหตุความสูญเสียจนได้เพราะรัฐบาลไม่ทำ ต่อมารัฐบาลเสนอโรดแมป 5 ข้อ ซึ่งตนคิดว่า โรดแมป 5 ข้อไม่ใช่ทางแก้ปัญหา แม้บางเรื่องจะตรงกับที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเคยเสนอ เพราะเรื่องความขัดแย้ง กลับไม่มีแผนอะไรรองรับ ก่อน 19 พฤษภาคม ตนเข้าพบนายกฯ และแนะนำว่า ให้นายกฯใจเย็น หากใช้กำลังไป การชุมนุมจบ แต่ปัญหาไม่จบ ฉะนั้นต้องมาเจรจากัน อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้ก็ยังต้องเจรจากัน และต้องเลิกความคิดว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นเป็นของพรรคพวกของตนเอง แต่ต้องคิดว่าประเทศเป็นของทุคน รัฐบาลเคยถามตนว่า จะให้ไปเจรจากับใคร ตนคิดว่า ไม่น่าถามเลย เพราะเริ่มจากฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลได้ เดี๋ยวการเจรจาก็ขยายไปเอง







