posttoday
ดัชนีเชื่อมั่นไม่ฟื้น ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า

ดัชนีเชื่อมั่นไม่ฟื้น ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า

04 พฤษภาคม 2559

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. 2559 ยังลดลงต่อเนื่อง สะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว และเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงินเข้ามาเพิ่ม

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. 2559 ยังลดลงต่อเนื่อง สะท้อนสถานการณ์เศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัว และเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงินเข้ามาเพิ่ม

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือน เม.ย. 2559 ว่า ภาพรวมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังไม่ดีขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 7 เดือนนับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2558 เป็นต้นมา โดยอยู่ที่ระดับ 72.7 ปัจจัยหลักมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวค่อนข้างช้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาวะภัยแล้งและราคาพืชผลยังมีราคาต่ำเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว

ขณะที่การส่งออกของไทยยังมีข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ทำให้การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวต่ำ โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นโลก และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงผันผวน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการท่องเที่ยวยังขยายตัวได้ดีและการส่งออกเริ่มฟื้นตัวขึ้นก็ตาม แต่ผู้บริโภคยังรู้สึกว่ารายได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตยังไม่ได้เพิ่มมากนัก โดยสัญญาณการส่งออกที่เริ่มดีขึ้น คาดหวังว่าจะทำให้ภาวะเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น สิ่งสำคัญรัฐบาลจะต้องขับเคลื่อนเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ระบบให้ได้ภายในเดือน มิ.ย.นี้

“การฟื้นตัวของการบริโภคน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2 หรือต้นไตรมาส 3 ของปีนี้ ถ้าสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกคลี่คลายลง” ธนวรรธน์ กล่าว

ทั้งนี้ จากการสำรวจความเห็นของมหาวิทยาลัยหอการค้าในช่วงที่ผ่านมา ทั้งสงกรานต์ ค่าครองชีพ และการจ้างงาน พบว่า ทุกโพลออกมาตรงกันว่า ประชาชนยังมีความเป็นห่วงต่อภาวะเศรษฐกิจ ความกังวลเรื่องรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย ดังนั้นบรรยากาศของดัชนีความเชื่อมั่นยังไม่ใช่ขาขึ้น แต่สิ่งที่เริ่มเห็นว่าดีขึ้นคือ ดัชนีความเชื่อมั่นทางการเมืองปรับตัวดีขึ้น ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ส่วนหนึ่งเป็น
ผลจากการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง

ขณะที่ผลสำรวจบรรยากาศในช่วงเปิดเทอมปี 2559 ประเมินเบื้องต้นจะมีเงินสะพัด 4-5 หมื่นล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยผู้ปกครองจะระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เลือกซื้อสินค้าที่มีความเหมาะสมคุ้มค่า ในขณะที่ผู้จำหน่ายสินค้าจะจัดโปรโมชั่น แต่ไม่อาจช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากนัก ทั้งนี้การซื้อสินค้าผู้ปกครองอาจเลือกการใช้บัตรเครดิตหรือการกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่ายช่วงเปิดเทอม

เจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.ได้ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจว่าจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 เนื่องจากภาครัฐมีการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยช่วงครึ่งปีแรก (ต.ค. 2558-มี.ค. 2559) มีการเบิกจ่ายแล้ว 31.9% ของงบลงทุนรวมเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2558 ซึ่งอยู่ที่ 27%

ขณะที่ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 กกร.จึงมีมติคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ไว้ที่ 0-2% โดยส่งออกอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ขยายตัวต่อเนื่อง จึงยังคงอัตราจีดีพีอยู่ที่ 3-3.5% นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสำคัญมาจากเศรษฐกิจโลกที่มีสัญญาณบวก และจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ยอมรับว่าห่วงเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าจะกระทบขีดความสามารถในการส่งออก

ขณะเดียวกัน กกร.ได้หารือถึงประเด็นค่าแรงขั้นต่ำที่มีแรงงานเรียกร้องขอปรับเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท/วัน โดยที่ประชุมมีมติว่า 1.ค่าจ้างขั้นต่ำไม่ควรมีอัตราเดียวกันทั่วประเทศ แต่ควรเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้นๆ และปรับตามอัตราเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม กกร.ไม่สามารถระบุได้ว่าค่าจ้างที่เหมาะสมควรเป็นระดับใด 2.กกร.ต้องการให้คณะกรรมการค่าจ้างกลาง (ไตรภาคี) เป็นผู้พิจารณาตามหลักเกณฑ์ในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ โดยพิจารณาตามข้อมูลข้อเสนอของคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นหลัก 3.ขอให้ภาครัฐสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับการปรับค่าจ้างที่สูงขึ้น และ 4.ขอให้ภาครัฐกำหนดนโยบายพัฒนาระบบโครงสร้างค่าจ้างที่สอดคล้องกับผลิตภาพแรงงานของประเทศในระยะยาว

ปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า แนวโน้มของค่าเงินบาทในระยะนี้ยังคงแข็งค่าต่อเนื่อง จากปัจจัยของเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศ ซึ่งอาจส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก อย่างไรก็ตามหากเทียบค่าเงินกับภูมิภาค ค่าเงินบาทไทยไม่ได้แข็งค่ามากที่สุด โดยสิ้นเดือน มี.ค.เงินบาทอยู่ที่ 35.10 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นการแข็งค่าขึ้นจากปลายปี 2558 ที่ 36.07 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือเติบโตประมาณ 2-3% โดยมองว่าหากธนาคารกลางสหรัฐมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี ค่าเงินบาทไทยในปีนี้จะอ่อนตัว และอยู่ในกรอบ 36.5 บาท/เหรียญสหรัฐ

ขณะที่ รติดนัย หุ่นสวัสดิ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คาดการณ์มูลค่าการส่งออกของไทยในปีนี้ว่า จะมีมูลค่าประมาณ 2.14 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือหดตัวลง 0.1% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังไม่ดี และในช่วงครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้วเข้ามาประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความผันผวนและคาดเดายากจนบั่นทอนเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ การแข่งขันในตลาดซีแอลเอ็มวีสูงขึ้น ความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ รุนแรงขึ้นและปัญหามาตรฐานสินค้าที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก