
โหมสลาก 64 ล้านฉบับถมเท่าไรก็ไม่เต็ม
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำลังจะเพิ่มปริมาณสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากบำรุงการกุศลรวมกันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 64 ล้านฉบับ
สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลกำลังจะเพิ่มปริมาณสลากกินแบ่งรัฐบาลและสลากบำรุงการกุศลรวมกันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 64 ล้านฉบับ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
เริ่มในงวดวันที่ 1 ก.ย.นี้ จากเดิมที่มีการจำหน่ายสลากกันอยู่ที่ระดับ 46 ล้านฉบับ มานานหลายปี ถือว่ามีความต่างกันมากถึง 18 ล้านฉบับ
การเพิ่มปริมาณสลากที่มากขึ้นดังกล่าว ส่ว
นหนึ่งมาจากการที่สำนักงานสลากฯ ต้องแพ้ฟาวล์ชวดอดขาย “หวยออนไลน์” หลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี “เป่านกหวีด” ยกใบแดงให้ระงับแผนการขายหวยออนไลน์ไว้ก่อน
ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าลอตเตอรี่ได้ใจ เพราะไร้คู่แข่งโก่งราคาขายลอตเตอรี่กันเอิกเกริกไปตั้งคู่ละ 120 บาท และในกรณีที่เลขสวยเอามารวมชุดขายราคาพุ่งไปตั้งคู่ละ 150 บาทนู้น
ขณะที่มาตรการในการจัดการกับผู้ค้าสลากเกินราคาก็สุดแสนจะไร้น้ำยา แทบจะเรียกได้ว่าเป็นมาตรการ “ผักชีโรยหน้า”
ไม่สามารถจับต้นตอพ่อค้าแม่ค้าที่ขายลอตเตอรี่เกินราคาได้ ทั้งๆ ที่เปิดแผงกันแน่เอี้ยดเย้ยตำตาหน้าสำนักงานสลากฯ และถนนคอกวัวเกือบทั้งเส้น
ยังไม่รวมที่ขายตามสี่แยก แผงลอย ร้านกาแฟ ตลาดสด หรือแหล่งชุมชนต่างๆ ล้วนขายเกินราคาทั้งสิ้น
สำหรับโครงสร้างสลากจำนวน 64 ล้านฉบับนั้น แบ่งสลากกินแบ่งรัฐบาล 50 ล้านฉบับ ส่วนที่เหลืออีก 14 ล้านฉบับ เป็นโควตาสลากการกุศล
ล่าสุดเพิ่งเรียกสมาคม มูลนิธิ องค์กรการกุศล นิติบุคลทั้งรายใหญ่และเล็ก รวมถึงผู้ค้าสลากคนพิการและรายย่อย ที่ได้รับการจัดสรรโควตาเข้ามารับฟังข้อตกลงในสัญญาการเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายไปเมื่อวันที่ 34 ส.ค.ที่ผ่านมา
มีประเด็นที่ต้องจับตาได้แก่ เรื่องของการยกโควตาสลากถึง 6 ล้านฉบับ จากทั้งหมด 14 ล้านฉบับให้กับ 2 ใน 5 เสือกองสลาก ได้แก่ บริษัท หยาดน้ำเพชร ของ น.ส.สะเรียง อัศววุฒิพงศ์ หรือที่รู้จักกันในวงการว่า “เจ๊สะเรียง”
สอง คือบริษัท สลากมหาลาภ ของนางปลื้มจิตต์ กนิษฐ์สุด หรือ “เจ๊แดง”
ถือเป็น 2 เสือรายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในยุทธจักรค้าสลาก!!!
โดยมีอีกบริษัทที่ได้รับจัดสรรโควตาคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี มีเจ้าของเป็นบุตรสาวบุญธรรมของนางปลื้มจิตต์ ซึ่งกำลังจะเป็นเสือตัวใหม่ที่ได้รับมรดกตกทอดกิจการนี้
นอกจากนี้ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง ยังลงมากำกับเรื่องการจัดสรรโควตาให้กับผู้ค้าสลากรายย่อยและคนพิการด้วยตัวเอง
หลังเกิดเหตุการณ์ผู้ค้าสลากคนพิการประท้วงด้วยการกระโดดน้ำลงคลองข้างทำเนียบฯ จนนายกรัฐมนตรี ต้องสั่งให้นายประดิษฐ์ช่วยจัดการ
สุดท้าย รมช.คลัง ได้สั่งการให้นายวันชัย สุระกุล ผู้อำนวยการสำนักงานสลากฯ “จัดชุดใหญ่” จะได้เลิกร้องเสียงดัง ด้วยการเกลี่ยโควตาสลากการกุศลที่เหลืออีก 4 ล้านฉบับ จากเดิมที่มีการจัดสรรให้แล้ว 2.5 ล้านฉบับ รวมเป็น 6.5 ล้านฉบับ ให้กับนิติบุคคลรายเล็ก ผู้ค้าสลาก รายย่อยและกลุ่มคนพิการ
โดยหากตรวจให้ลึกลงไปแล้วจะเห็นรายชื่อขององค์กรการกุศลที่ผุดพรวดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด มีชื่อแปลกๆ หรือชื่อซ้ำๆ ไม่รู้ว่ายังดำเนินจริงหรือไม่
ขณะที่โควตาของกลุ่ม 5 เสือ ที่เคยถูกยึดไปจัดสรรให้กับเครือข่ายของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก่อนหน้านี้ ก็ได้รับกลับคืนมาอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
เรียกว่า 5 เสือกลับมาผงาดในวงการอีกคำรบ!!!
จะเห็นได้ว่าที่สุดแล้วกระบวนการในการจัดสรรโควตาสลากไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคาได้ เพราะเป็นการจัดสรรที่มุ่งสู่เรื่องของการจัดสรรผลประโยชน์ที่ลงตัวมากกว่าอย่างอื่น
ความพยายามในการรื้อโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลในจำนวน 50 ล้านฉบับที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไร เป็นเพียงแค่การรื้อโครงสร้างกลุ่มนายทุนเดิมสมัยรัฐบาลทักษิณ จัดสรรใหม่ให้กับกลุ่มเส้นสายนายทุนของประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลเท่านั้น
ส่วนการเมืองก็หรี่ตามองปัญหาสลากแพงข้างหนึ่ง เพื่อไม่ให้เห็นว่าปัญหานี้เกิดจากอะไร จึงปล่อยให้มีคนสมประโยชน์อย่างมหาศาลปีละหลายพันล้านบาท บนธุรกิจที่ภาครัฐเป็นผู้ผูกขาดอยู่เพียงผู้เดียว
ถือเป็นผลงานชิ้นโบดำของกระทรวงการคลัง ที่ยังปล่อยให้สลากขายกันเกินราคาได้เนิ่นนานขนาดนี้
ยุคที่นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ เป็นประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เคยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา “สลากแพง” ไว้อย่างน่าสนใจว่า ควรมีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดสรรสลากและการตลาดออกไป
เนื่องจากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการ พบว่าเจ้าหน้าที่ส่วนนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจเก่า ที่ยังคงแสวงหาผลประโยชน์กับตัวแทนจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ในเมื่อฝ่ายการเมืองและกระทรวงการคลังปล่อยปละละเลยให้การพิมพ์สลากจำนวนมากมายมหาศาลถึง 64 ล้านฉบับ โดยที่ไม่มีการศึกษาเรื่องผลกระทบของผู้ค้าสลากรายย่อยที่เดินเร่ขายรายวันจะต้องแบกรับภาระสลากที่ขายไม่หมด
รวมถึงการศึกษาเรื่องผลกระทบด้านปริมาณสลากที่สูงขึ้น มีผลทำให้ราคาขายลดได้จริงหรือไม่
เพราะในข้อเท็จจริงแล้ว นายวันชัยและคณะกรรมการสำนักงานสลากฯ ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ราคาสลากขายส่งให้รายย่อยในปัจจุบันนั้นตกอยู่ที่คู่ละ 95 บาท เข้าไปแล้ว
ไม่ว่าจะพิมพ์สลากเพิ่มมากแค่ไหน พ่อค้าคนกลางก็ยังจะขายสลากที่คู่ละ 95 บาทให้พวกรายย่อยอยู่ดี
ถ้าจะให้ดีงานนี้ควรจะถือเป็น “เดิมพัน” การทำงานของสำนักงานสลากฯ และคณะกรรมการของสำนักงานสลากฯ
หากมีการเริ่มขายสลากเต็มอัตราที่ 64 ล้านฉบับ ในงวดวันที่ 1 ก.ย. แล้ว อีก 3 เดือนหลังหรือภายในสิ้นปี 2553 ยังไม่สามารถแก้ปัญหาสลากเกินราคาได้
น่าจะให้มีใครสักคนหรือสองคนออกมารับผิดชอบกับความผิดพลาดในการผลักดันสลากจำนวนมากมายเข้าสู่ระบบ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการมอมเมาประชาชนให้มัวเมาในการพนันเหมือนอย่างที่นายกฯ อภิสิทธิ์กลัวเลยจริงๆ







