
รถไฟฟ้าความเร็วสูง กทม.-เชียงใหม่สรุปสิ้นปี
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าพัฒนาโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ปัจจุบันญี่ปุ่นอยู่ระหว่างศึกษาโครงการ โดยในเดือน มิ.ย.นี้รัฐบาลญี่ปุ่นจะส่งผลการศึกษาขั้นกลางของโครงการมาให้กระทรวงคมนาคม เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้า
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าพัฒนาโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-ญี่ปุ่น เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ปัจจุบันญี่ปุ่นอยู่ระหว่างศึกษาโครงการ โดยในเดือน มิ.ย.นี้รัฐบาลญี่ปุ่นจะส่งผลการศึกษาขั้นกลางของโครงการมาให้กระทรวงคมนาคม เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้า
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นได้ขอให้ไทยทำผลการศึกษาเรื่องการใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมทั้งการพัฒนาเมืองในเส้นทางที่รถไฟความเร็วสูงจะผ่าน คาดว่าจะใช้เวลาในการทำผลการศึกษาภายใน 1 เดือน เพื่อประกอบรายงานฉบับดังกล่าว ส่วนรายงานฉบับสมบูรณ์ของโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ธ.ค.ปีนี้
นอกจากนั้น ทั้งสองประเทศยังหารือถึงการลงทุนรถไฟความเร็วสูงในเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ว่าอาจจะต้องแบ่งการลงทุนออกเป็นระยะๆ เนื่องจากเป็นโครงการที่ใช้วงเงินลงทุนสูง และจะต้องคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมจากราคาค่าโดยสาร ทำให้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงนำไปสู่การพัฒนาเมืองแห่งใหม่ ขณะนี้กำลังหารือว่าการลงทุนระยะแรกอาจจะเป็นการลงทุนในเส้นทางกรุงเทพฯ-ลพบุรี หรือเส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกลางปี 2560 ว่าในระยะแรกจะลงทุนในเส้นทางใด
นอกจากนั้น อาคมยังกล่าวภายหลังการประชุมเรื่องรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ว่า ที่ประชุมได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับตัวเลขการลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงเริ่มต้นกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยที่ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งจะต้องสรุปตัวเลขด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกันก่อนที่จะเดินทางไปเจรจากับทางฝ่ายจีนอีกครั้งระหว่างวันที่ 11-13 พ.ค.นี้
ทั้งนี้ ตัวเลขที่ฝ่ายไทยจะต้องสรุปให้ชัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนของค่าเวนคืนที่ดิน ส่วนของค่าก่อสร้าง และส่วนของการวางระบบราง การเดินรถและการบำรุงรักษา ถ้าตัวเลขดังกล่าวไม่ชัดเจนก็จะไม่สามารถเดินหน้าขั้นต่อไปได้
สำหรับรูปแบบการลงทุนนั้น เบื้องต้นจะแยกการบริหารออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเป็นแบบนิติบุคคลเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ชื่อ บริษัท ก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-นครราชสีมา เพื่อดูแลเรื่องของการดำเนินการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา โดยจะมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หรือถือหุ้นทั้งหมด 100% 2.ตั้งบริษัททำด้านการพัฒนาพื้นที่และการดำเนินธุรกิจเชิงพาณิชย์ เนื่องจากผลตอบแทนจากการเดินรถอย่างเดียวไม่พอ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่บริหารและดำเนินการเชิงพาณิชย์ เพื่อหารายได้
“แม้ว่าไทยจะเป็นฝ่ายลงทุนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเองทั้งหมด แต่ในส่วนของการเดินรถก็ยังไม่ได้ปิดโอกาส หากบริษัทร่วมทุนเฉพาะกิจ (เอสพีวี) ไทย-จีน สนใจที่จะเข้าร่วมด้วย เพราะอาจจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กันก็ได้” อาคม กล่าว
ในเรื่องของแหล่งเงินทุนนั้น มองว่าฝ่ายไทยมีหลายแหล่งเงินทุนให้สามารถเลือกใช้ได้ เพราะไทยไม่มีประเด็นเรื่องเงินกู้ สภาพคล่องดีอยู่ ซึ่งอาจจะแยกในส่วนของการซื้ออุปกรณ์และตัวรถให้เป็นเงินกู้ก็ได้ ทั้งหมดนี้จะต้องได้ข้อสรุปตัวเลขให้ได้ก่อน อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยก็ยังไม่ได้ปิดประตูแหล่งเงินกู้จากจีนด้วยเช่นกัน
ด้าน พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง ฟุมิโอะ คิชิดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของญี่ปุ่นเข้าพบกับ พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า เรื่องการค้าการลงทุน ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้าพบหลายราย ทั้งจากภาคอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ เพื่อรับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยยืนยันว่า ไทยจะสนับสนุนและดูแลนักลงทุนจากญี่ปุ่น
“รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในลักษณะไทย บวก 1 (Thailand+1) และมีการส่งเสริมการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการส่งเสริมการลงทุนในอีก 5 อุตสาหกรรม S-curve ใหม่ และการส่งเสริมธุรกิจ “Start up” เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0 พร้อมกับเชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาร่วมลงทุนกับไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นรับทราบและจะนำไปแจ้งให้ภาคเอกชนญี่ปุ่นทราบต่อไป โดยเห็นว่าไทยและญี่ปุ่นมีศักยภาพที่จะร่วมพัฒนาระหว่างกันทางเศรษฐกิจได้อีกในหลายสาขา ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิด” พ.อ.อธิสิทธิ์ กล่าว
นอกจากนั้น สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ชี้แจงให้ทางญี่ปุ่นทราบว่ารัฐบาลไทยกำลังเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมภาคตะวันออก (อีสเทิร์นซีบอร์ด) เพิ่มเติม โดยมีการเร่งการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในระยะที่ 2 และระยะที่ 3 โดยการลงทุนก่อสร้างทางรถไฟจะเป็นส่วนที่เสริมการลงทุนของโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่จะมีการลงทุนในพื้นที่ ได้แก่ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินอู่ตะเภา และรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ที่รัฐบาลมีแผนลงทุนอยู่แล้ว โครงการลงทุนทั้งหมดและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐบาลให้กับนักลงทุนในซูเปอร์คลัสเตอร์ จะช่วยสนับสนุนให้พื้นที่อีสเทิร์นซีบอร์ดให้เป็นเกตเวย์ของอุตสาหกรรมไฮเทคที่จะผลิตป้อนตลาดโลก
ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นยังได้ยืนยันที่จะให้การสนับสนุนประเทศไทยเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยจะทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาของไทยในการสนับสนุนการผลิตแรงงานฝีมือ
และวิศวกร เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิศวกรรม







