
ว่าด้วยเรื่องของบันไดเลื่อน
“กรุณางดเดินขณะอยู่บนบันไดเลื่อน” นับเป็นอีกแคมเปญที่เปิดประเด็นให้สังคมได้ถกเถียง
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
“กรุณางดเดินขณะอยู่บนบันไดเลื่อน” นับเป็นอีกแคมเปญที่เปิดประเด็นให้สังคมได้ถกเถียง ซึ่งแน่นอนมีทั้งฝั่งที่ “เห็นด้วย” และ “ไม่เห็นด้วย” ผ่านคำอธิบายด้วย “เหตุผล” และ “ความรู้สึก” ประกอบบริบทแวดล้อมในสังคม ไปจนถึงการเทียบเคียงกับบ้านอื่นเมืองอื่น
ต้องยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แถมต้องใช้เวลานานกว่าจะสามารถรณรงค์ให้ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าบนดิน “ยืนชิดขวา” เพื่อจะได้เหลือพื้นที่ทางซ้ายของบันไดเลื่อนให้ผู้โดยสารคนอื่นที่ประสงค์จะ “เดิน” ได้ออกแรงขา พาตัวเองไปสู่ชานชาลาได้รวดเร็วขึ้น
แม้จะไม่ได้ผล 100% แต่ก็เห็นทิศทางความชัดเจนที่จับต้องได้ คนที่ยืนขวางช่องทางสัญจรคนอื่น เริ่มจะเรียนรู้จากสังคมรอบข้าง พร้อมปรับตัวหาที่หาทางที่เหมาะสมกับตัวเอง ที่จะยืนชิดขวาหรือเปลี่ยนนิสัยมาเดินทางช่องทางซ้าย
เรียกได้ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นทั้งแนวคิดเรื่องการเคารพสิทธิของคนอื่น และยังเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันของคนที่ประสงค์จะเดินและประสงค์จะยืนได้อย่างมีความสุขบนเส้นทางไม่กี่เมตร
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนถกเถียงกันว่าจำเป็นถึงขนาดต้องวางกติกาการใช้บันไดเลื่อนให้ชัดเจนขนาดนั้นเลยหรือ ลำพังแค่การเดินบนบันไดเลื่อนไม่กี่เมตรจะทำให้ผู้โดยสารถึงที่ชานชาลาเร็วขึ้นกว่าคนที่ยืนชิดขวากันสักกี่วินาทีหรือนาที
แต่อีกฝ่ายก็โต้แย้งว่าด้วยความรีบเร่ง แค่เพียงไม่ถึงเสี้ยวนาทีก็อาจทำให้โดยสารรถไฟฟ้าได้เร็วขึ้น และทิ้งให้ผู้ที่ยืนชิดขวาต้องรอรถขบวนต่อไป
บางฝ่ายหยิบยกเหตุผลเรื่องความเป็นสากลที่ต่างบ้านต่างเมืองเขาทำกันจนเป็นวัฒนธรรม บ้านเราจึงไม่ควรจะตกขบวนอารยะที่ประเทศศิวิไลซ์เขาทำกัน
แม้จะถูกหักล้างว่าบ้านอื่นเมืองอื่นรถไฟเขามาตรงเวลา สามารถคำนวณเวลาและระยะทางให้พอดี ทั้งมีแจ้งเวลาบนจอเพื่อให้ผู้โดยสารมาทันรถ
แถมสกิลคนไทยยังสามารถติดสปีดตีนปลาย ในช่วงสัญญาณเตือนปิดประตูแล้ว เบียดตัวเข้าไปก่อนประตูหนีบได้อย่างหวุดหวิด ไม่เห็นจะต้องเดินจ้ำอ้าวมารอรถไฟฟ้าที่ไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่
ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายระบบยืนชิดขวาก็กำลังเข้าที่เข้าทาง
จนกระทั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน (คนละบริษัทกับบนดิน) มารณรงค์ให้หยุดยืนบนบันไดเลื่อน เพื่อความปลอดภัย หากคนไหนรีบก็ให้ใช้บันไดปกติ
ส่วนเหตุผลจะเป็นเพราะความปลอดภัยเท่านั้นหรือไม่คงตอบได้ยาก แถมไม่ได้มีแค่รถไฟใต้ดินบ้านเราเท่านั้นที่ให้ยืนทั้งสองฝั่งของบันไดเลื่อน แต่ฮ่องกงก็ใช้ระบบนี้ แถมยังเป็นแบบอย่างให้ที่อื่นต้องนำไปเป็นกรณีศึกษา
ล่าสุด สถานีรถไฟฟ้า Holborn ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทดลองระบบให้คนยืนทั้งสองฝั่งของบันไดเลื่อน หลังพบว่าเมื่อเปิดให้ยืนฝั่งหนึ่งเดินฝั่งหนึ่งจะพบผู้โดยสารอออยู่ที่ตีนบันไดจำนวนมาก
ผลการทดลองพบว่าในหนึ่งนาที ระบบให้ยืนฝั่งหนึ่งเดินฝั่งหนึ่งจะโดยสารคนได้ 81.25 คน แต่เมื่อปรับมาเป็นระบบยืนได้ 2 ฝั่ง จะสามารถโดยสารคนเพิ่มขึ้นเป็น 112.5 คน แถมยังช่วยลดคนที่ไปออกันตีนบันไดได้ถึงนาทีละ 31.25 คน
นี่เป็นโจทย์ที่ต้องขบคิดว่าการวางกฎกติกาเพื่อให้การใช้บันไดเลื่อนร่วมกันเป็นประโยชน์สูงสุดนั้นควรจะใช้ระบบยืนฝั่งเดียวหรือสองฝั่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคำว่าประโยชน์สูงสุดนั้นยากที่จะระบุได้ชัดเจน
หากยึดจากจำนวนคนที่จะได้โดยสารบันไดเลื่อนเพิ่มขึ้นในแต่ละนาทีนั้น ถือเป็นประโยชน์ส่วนรวมที่สังคมควรจะเห็นพ้องยอมรับหรือไม่ เพราะระบบนี้ย่อมมีคนจำนวนไม่น้อยต้องยอมเสียสละยอมลดสปีดการเดินของตัวเองที่อาจทำให้การเดินทางของตัวเองช้าลง แต่ทำให้ภาพรวมเดินทางเร็วขึ้น
ระบบยืนฝั่งหนึ่งเดินฝั่งหนึ่งที่เคยใช้กันมานานนมและคิดว่าดีที่สุด มาวันนี้อาจไม่ตอบโจทย์ของสังคมที่เปลี่ยนไป หรือวันนี้การมองรูปแบบผลประโยชน์ที่ส่วนรวมจะได้รับ มีทิศทางที่เปลี่ยนไปจากอดีตแล้วหรือไม่
ประโยชน์ส่วนรวมสามารถเป็นข้ออ้างไปเบียดบังสิทธิส่วนบุคคลได้หรือไม่
แถมหากมองอีกด้าน การยึดประโยชน์ส่วนรวม คนที่จะได้ประโยชน์ที่แท้จริงอาจเป็นผู้ประกอบการรถไฟฟ้าที่จะได้รายได้เพิ่มจากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นมา 31 คนต่อนาที
แค่แนวทางการใช้บันไดเลื่อนยังมีความคิดความเห็นที่แตกต่างกัน ยากจะคิดอ่านแทนกันแบบเหมารวม ยิ่งหากในกรณีที่คนซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกแนวทางกติกาที่จะใช้ร่วมกันได้ด้วย การนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้ข้อเท็จจริงแบบทะลุปรุโปร่ง ย่อมทำให้การตัดสินใจเลือกทางเดินทำได้ง่ายและเกิดประโยชน์สูงสุด
นี่เพียงแค่กฎกติกามารยาทเล็กๆ ในสังคมที่เกี่ยวกันกับคนไม่กี่เปอร์เซ็นต์ในประเทศ ยังมีรายละเอียดซับซ้อนที่ต้องพิจารณาในหลายแง่มุม และควรเปิดให้มีการแสดงเหตุผลของแต่ละฝั่ง เพื่อเทียบเคียง ชำแหละเบื้องหน้าเบื้องหลัง ช่างน้ำหนักหาจุดที่ลงตัวที่สุดกับทุกฝ่าย
หากเป็นเรื่องที่ใหญ่ขึ้นเกี่ยวพันกับคนจำนวนมากอย่างเรื่องระบบการปกครองกลไกการเลือกตั้งที่ไม่ได้มีแค่การกาบัตรเดียว สองบัตร หรือเขตใหญ่ เขตเล็ก แต่มีวิธีการคิดคำนวณที่สลับซับซ้อนเพื่อให้สะท้อนเจตนารมณ์ประชาชนมากที่สุด ย่อมต้องเปิดพื้นที่ให้ได้แสดงความคิดความเห็นกันอย่างกว้างขวาง
ก่อนจะมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจชี้ขาดว่า “เห็นด้วย” หรือ “ไม่เห็นด้วย”







