
พร่อง-เติม พอ-หยุด เกิน-ปัน
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
โดย...ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล
ได้อ่านข้อเขียนทางเฟซบุ๊กของ ดร.สุวิทย์เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เรื่องกระบวนทัศน์การพัฒนาประเทศไทย 4.0 โดยเชื่อมโยงกับหลักการเศรษฐกิจพอเพียง กดไลค์ด้วยความรู้สึกที่ว่าในที่สุดแนวทางสายกลางด้านนโยบายเศรษฐกิจคงกำลังได้รับการศึกษาและผลักดันจริงจัง จริงๆ ท่านเขียนบทความมากมาย เป็นโมเดลขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม อ่านแล้วไม่เคยกดไลค์ตามสมัยนิยมเลย แต่สำหรับข้อเขียนนี้ ขอยกให้เป็นที่สุดของความเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวคิดนี้เข้ากับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างตรงไปตรงมา หลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่ท่านยกมาเขียนว่า “เมื่อพร่อง ต้องรู้จักเติม (Fullfilled) เมื่อพอ ต้องรู้จักหยุด (Enough) เมื่อเกิน ต้องรู้จักปัน (Sharing)” ท่านยังแยกแยะต่อว่าระดับจุลภาคจะได้อะไรเชิงพลังสังคม และระดับมหภาคจะได้อะไรเชิงความเข้มแข็งของโครงสร้างเศรษฐกิจ
ประกอบกับในสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้อ่านข้อเขียนจำนวนมากจากคอลัมนิสต์ นักเศรษฐศาสตร์ รวมไปถึงสังคมความรู้แบบออนไลน์ และได้แลกเปลี่ยนความคิดกับเจ้าของกิจการ ผู้บริหารจำนวนหนึ่งในเวทีของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องร้องเรียนระหว่างขบวนการเตรียมการของโครงการ สนช.พบประชาชน ในเรื่องกฎหมายพาณิชย์ต่างๆ ที่จะทยอยมีการประกาศใช้ เช่น พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ เป็นต้น ทำให้ยิ่งมองเห็นว่าหลักการของรัฐบาลที่จะเดินสายกลางด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามแนวทางนี้ ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่มากกว่า ล่าสุดได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั้นๆ เรื่องดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์ ทำให้คิดว่าการแก้ปัญหามหภาคโดยให้ความสำคัญภายในมาถูกทาง และควรทำมานานแล้ว
บทบาทของธนาคารพาณิชย์ถูกพูดถึงมากในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าในทุกสื่อที่มีอยู่ นั่นอาจเพราะขณะนี้ประเทศเข้าสู่สภาวะที่ต้องช่วยกันประคับประคองระบบเศรษฐกิจให้เดินหน้าไปได้ ในระหว่างที่โลกส่งออกไม่เป็นใจแทบทุกกรณี การเน้นการส่งออก ทุ่มทรัพยากรจำนวนมาก แม้จีดีพีจะเติบโตตามกลไกแต่ประชาชนไม่รู้สึกว่าตนเองดีขึ้นอย่างไรนั่นคือโจทย์ใหญ่ แต่การหันกลับมามองว่าในระหว่างนี้อะไรบ้างที่จะพอทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ของคนจำนวนมาก ซึ่งอาจหมายถึงเอสเอ็มอีก็ได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ก็ได้ที่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินในลักษณะธนาคารพาณิชย์พอไปได้ ให้มีน้ำหล่อเลี้ยง เพื่อแก้ปัญหาทั้งมหภาคและจุลภาค
การปล่อยน้ำหล่อเลี้ยงให้ระบบเศรษฐกิจในภาครัฐที่ทำอยู่ เช่น การลงทุนขนาดใหญ่ การพยายามให้ท้องถิ่นนำเงินออกมาใช้งานซึ่งประมาณว่ามีอยู่ 6 แสนล้านบาท การผลักดันการใช้งบประมาณให้เร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น รัฐบาลน่าจะทำทั้งหมดแล้ว จากฝั่งนโยบายการคลัง ฝั่งราชการผู้ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องหันกลับมามองฝั่งภาคธุรกิจบ้างโดยเฉพาะ ธนาคารพาณิชย์ในฐานะที่เป็นแหล่งสำรองเงินขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจะสามารถทำอะไรเพื่อสร้างการหล่อลื่นระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ โดยไม่กระทบกับเสถียรภาพของระบบธนาคารโดยรวม และทำได้อย่างรวดเร็ว คิดออกเร็วที่สุดนั่นคือ “การลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมสู่ระดับที่เหมาะสมกับสถานการณ์” เพื่อลดภาระทางการเงินให้ธุรกิจขนาดกลางและเล็กส่วนใหญ่
หากมองดูตัวเลขเหล่านี้ดีๆ จะพบว่ายิ่งธุรกิจใหญ่ความเสี่ยงต่ำ ดอกเบี้ยเงินกู้ยิ่งถูก ธุรกิจเล็กความเสี่ยงสูงดอกเบี้ยสูง (Risk Premium) แต่คนจ่ายดอกเบี้ยสูงมีจำนวนมากกว่ามากหากยึดนิยามเอสเอ็มอีก็ต้องเกิน 2 ล้านราย คำถามคือว่า การลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซึ่งบางธนาคารได้ทยอยทำในลูกค้าบางกลุ่มแล้วจะส่งผลกระทบอะไรรุนแรงต่อสถาบันการเงินหรือไม่ คำตอบคือ “ไม่” เพราะหากวิเคราะห์งบการเงินของสถาบันการเงินในภาพรวม สถาบันการเงินไทยถือว่ามีความแข็งแกร่งมากในแง่การเติบโต ผลกำไรและแง่สินทรัพย์ เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายเปิดช่องให้ธนาคารสามารถทำธุรกิจได้อย่างหลากหลาย ไม่ใช่การรับฝากเงินและปล่อยกู้เพียงอย่างเดียว และเมื่อโลกมีความผันผวนด้านค่าเงินมากขึ้น ธนาคารจะมีกำไรมากขึ้นในการให้บริการด้านปริวรรตเงินตรา ค่าธรรมเนียม การลงทุน ธนาคารบริหารความเสี่ยงได้มากขึ้น
จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคำนวณคร่าวๆ พบว่า ในปี พ.ศ. 2558 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีรายได้หลักจากรายได้ดอกเบี้ยจำนวนเกือบ 7 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 71 ของรายได้ทั้งหมด ตามมาด้วยรายได้จากค่าธรรมเนียมและบริการที่ 1.77 แสนล้านบาท หรือร้อยละ 18 ซึ่งเฉพาะรายได้จาก 2 แหล่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 89 ของรายได้ทั้งหมด และยังมีกำไรสุทธิธุรกรรมเพื่อการค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และจากการลงทุน
จะไม่เขียนถึงฝั่งงบดุล ซึ่งจะมองเห็นจำนวนเม็ดเงินฝากที่ค้างในระบบจำนวนมาก เนื่องจากธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อสูงในปัจจุบัน ทำให้มีสภาพคล่องมากในระบบและเป็นภาระของธนาคารแห่งประเทศไทยในการดูดซับสภาพคล่องนั้นในบางมิติ ทั้งหมดที่ผู้เขียนยกประเด็นขึ้นมา ขออย่าได้ตีความในเชิงอคติ แต่ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นว่า หากรัฐบาลได้มีการพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์อย่างจริงจัง เพื่อนำความแข็งแกร่งที่ว่านี้มาช่วยเหลือภาพรวมทางเศรษฐกิจ ด้วยการลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมอย่างเป็นระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เพื่อให้ธุรกิจมีเงินสดในมือเพิ่มขึ้นทันทีมีความเป็นไปได้หรือไม่? เพราะจะส่งเสริมการผลิตสินค้าอะไร ลงทุนอะไร จะมีการสร้างตลาดชุมชน สร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิต อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีกำลังซื้อภายใน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร
ทั้งหมดที่เขียนนี้ใช้กฎหมายไม่ได้ ใช้หลักการอยู่ร่วมกันที่เรียกว่า “เมื่อพร่อง ต้องรู้จักเติม (Fullfilled) เมื่อพอ ต้องรู้จักหยุด (Enough) เมื่อเกิน ต้องรู้จักปัน (Sharing)” ทีนี้ก็ต้องมาดูว่าใครจะทำอะไร อย่างไรตามหลักการอยู่ร่วมกันทางเศรษฐกิจ บางท่านบอกว่าผู้เขียนกำลังฝันไป ก็ลองฝันดู







