
กองปราบจับสารพัดคดีโกงรวบ 40 คน
กองปราบกวาดล้างทั่วประเทศ รวบผู้ต้องหา 40 คน คดีฉ้อโกงที่ดิน,ตกทอง,หลอกคนทำงานต่างประเทศ
กองปราบกวาดล้างทั่วประเทศ รวบผู้ต้องหา 40 คน คดีฉ้อโกงที่ดิน,ตกทอง,หลอกคนทำงานต่างประเทศ
วันที่ 28 เม.ย. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) แถลงผลการปฏิบัติการตามยุทธการปราบปรามอาชญากรรมเฉพาะทางคดีสารพัดโกง ภายหลังมอบหมายให้กองปราบปรามจัดตั้งศูนย์ข้อมูลสืบสวนจับกุมอาชญากรรมเฉพาะทาง ติดตามจับกุมคดีที่มีการกระทำผิดในลักษณะเป็นองค์กร เป็นขบวนการที่กระทำผิดต่อเนื่อง ซึ่งเกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ โดยออกปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 26-28 เม.ย. 2559 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 40 คน จากหมายจับรวม 79 หมายจับ
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า ตำรวจได้ติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดในคดีต่างๆ ประกอบด้วย แก๊งตกทองและหลอกขายทองปลอม จับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ 6 ราย จากจำนวนหมายจับรวม 12 หมายจับ , แก๊งตกโฉนดที่ดิน ตกพระ และค้าธนบัตรสกุลดอลล่าร์สหรัฐฯ ปลอม จับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย จำนวน 10 หมายจับ , แก๊งหลอกลวงแรงงานไปทำงานยังต่างประเทศ จับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ 4 ราย จากจำนวน 10 หมายจับ , แก๊งหลอกลวงขายสินค้าและบริการอื่นๆ ทางอินเตอร์เน็ต จับกุมผู้ต้องหา 11 ราย จาก 12 หมายจับ และแก๊งหลอกลวงเล่นการพนันกำถั่ว หรือที่เรียกว่า “แก๊งจูงหมู” หรือ “แก๊งจูงควาย” โดยจับกุมผู้ต้องหาไว้ได้ 11 ราย จากจำนวน 33 หมายจับ
ทั้งนี้ในส่วนของการจับกุมครั้งนี้มีคดีที่น่าสนใจ อาทิ การจับกุมแก๊งตกทอง ตำรวจนำกำลังเข้าจับกุม น.ส.มะลิษา รอดเอี่ยม อายุ 36 ปี มีหมายจับติดตัว 29 หมายจับ , น.ส.ยุพิน ภาคทรัพย์ อายุ 43 ปี มีหมายจับอยู่ 19 หมายจับ , น.ส.สายสุนีย์ ภาคทรัพย์ อายุ 44 ปี มีหมายจับติดตัว 9 หมายจับ , น.ส.กนกพร ใจการุณ อายุ 44 ปี มีหมายจับติดตัว 7 หมายจับ และ นางสกุลรัตน์ กระต่ายเพชร อายุ 47 ปี มีหมายจับติดตัวอยู่ 6 หมายจับ
สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำผิด นั้นทาง ผู้ต้องหาทั้งหมดจะแบ่งหน้าที่กัน ออกหลอกลวงเหยื่อโดยนั่งรถยนต์ตระเวนออกหาเหยื่อที่สวมใส่เครื่องประดับมีค่า เมื่อพบก็จะให้หนึ่งในผู้ต้องหา ทำทีเข้าไปนำพระเลี่ยมทองปลอม 1 องค์ เข้าไปหลอกขายพระดังกล่าว ใช้วิธีพูดจาหว่านล้อมให้เหยื่อตายใจ โดยผู้ต้องหารายอื่นก็จะเป็นหน้าม้า คอยยุยงให้เหยื่อรีบรับซื้อ จากนั้นคนร้ายอีกคนก็จะทำทีเป็นเจ้าของร้านทอง ระบุว่าพระเครื่องเลี่ยมทองนั้นเป็นของจริง หากรับซื้อไว้จะได้กำไร แต่เมื่อเหยื่อไม่มีเงินสดก็จะหลอกให้เอาสร้อยทองมาแลกกับพระดังกล่าวไป หลังจากหลวงลวงสำเร็จก็จะพาเหยื่อไปปล่อยทิ้งข้างถนน แล้วหลบหนีไป ซึ่งพบว่ามีการกระทำผิดมาแล้วหลายครั้ง
ด้าน พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวว่า คดีประเภทเหล่านี้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องใกล้ตัวพี่น้องประชาชน สร้างความเสียหายอย่างมาก ทาง บช.ก.เล็งเห็นความสำคัญจึงมอบนโยบายให้กับตำรวจทุกกองบังคับการในสังกัด เร่งสืบสวนจับกุมโดยเปิดยุทธการปราบปรามอาชญากรรมเฉพาะทางคดีสารพัดโกง ซึ่งผลการปฏิบัติการในครั้งนี้ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป







