
แคมเฟด : องค์กรรณรงค์เพื่อการศึกษาของสตรี (2)
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน
แคมเฟดช่วยเด็กยากจนในแอฟริกานับแสนนับล้านให้ได้เรียนหนังสือ โดยไม่เพียงได้เรียนหนังสือเท่านั้น บางคนที่ยากจนไม่มีจะกิน ก็ได้กิน รวมทั้งยังมีการสอนเพิ่มเติมให้ในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ยังให้มีโอกาสได้เล่นกีฬาและอื่นๆ
แคมเฟดมีเจ้าหน้าที่ประจำเต็มเวลาเพียง 133 คน กลไกสำคัญในการใช้คนจำนวนน้อยทำงานที่มากและใหญ่โตมโหฬารได้ก็คือการสนับสนุนองค์กรและหน่วยงานอื่นๆ ให้ทำงาน เช่น การสนับสนุน “ชมรมช่วยแม่ในเปปูไก” (Pepukai Mother Support Group) ในอำเภอชิเรดซี (Chiredzi) ในซิบบับเว ซึ่งสมาชิกของชมรมเป็นแม่และย่ายายรวมกว่า 20 คน ทุกคนไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่ทุกคนมุ่งมั่นช่วยให้เด็กในชุมชนได้เรียนหนังสือ โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง พวกเธอช่วยกันปิ้งขนมปัง ทอเสื่อ เลี้ยงแพะ เลี้ยงไก่ ปลูกผัก นำไปขาย ได้กำไรก็เอาไปจ่ายเป็นค่าเล่าเรียน เครื่องแบบนักเรียน อาหาร และอุปกรณ์เครื่องใช้ในโรงเรียน เพื่อให้เด็ก 11 คน ได้เรียนหนังสือ ในจำนวนนี้เป็นเด็กหญิงวัยรุ่น 7 คน
ชมรมช่วยแม่ในเปปูไกเป็นหนึ่งในชมรมลักษณะนี้ราว 2,500 ชมรม ที่แคมเฟดจุดประกายและสนับสนุนให้เกิดขึ้น โดยใช้เงินจำนวนไม่มาก ราวชมรมละ 3,000 บาทเท่านั้น แต่มีการฝึกอบรม บ่มเพาะ และจัดให้มีการพบปะเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และหนุนเสริมพลังใจซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ทั้งในระดับตำบล อำเภอ และระดับชาติ ในปี 2554 มีเด็กนักเรียนราว 4.8 หมื่นคน ที่ได้รับการช่วยเหลือทางการศึกษาผ่านชมรมเหล่านี้ บางชุมชนมีการก่อตั้ง “ชมรมช่วยพ่อ” (Father Support Group) ขึ้นด้วย บางแห่งมีกิจกรรม เช่น สร้างหอพักให้เด็กหญิง เพื่อช่วยเด็กให้ไม่ต้องเดินทางไกลๆ ไป-กลับโรงเรียน
หัวใจสำคัญประการหนึ่งในการทำงานของแคมเฟด คือ “วัฒนธรรมการฟัง” แทนที่จะแสดงบทบาทเป็นผู้รู้ดีไปชี้แนะ หรือบงการ สั่งการคนในชุมชน ให้ทำโน่น ทำนี่ อย่างผู้ที่คิดว่ารู้ปัญหาดี และอย่างผู้ที่ “อยู่เหนือ” ชาวบ้าน เมื่อเข้าไปในชุมชน คนของแคมเฟดจะเริ่มต้นด้วยการถามชาวบ้านว่า ชาวบ้านคิดว่าอะไรคือปัญหา จะทำอะไรได้บ้าง จึงแทนที่ชาวบ้านจะ “ตั้งการ์ด” คอยระมัดระวังถ้อยคำและคอยระวังตัว ก็จะกลายเป็นการปรับทุกข์ ปรึกษาหารือ ช่วยกันหาทางแก้ปัญหา
แคมเฟดระมัดระวังไม่ “สร้างอาณาจักร” ของตนเองขึ้น ในแต่ละประเทศจะมีสำนักงานเพียงแห่งเดียว มุ่งสนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเอง แก้ปัญหาของตนเอง โดยให้ทุกฝ่าย “มีส่วนร่วม” (Participation) อย่างแท้จริง โดยการจัดตั้ง “คณะกรรมการอาสาพัฒนาชุมชน” ประกอบด้วยผู้นำด้านการศึกษาระดับอำเภอ ครูใหญ่ ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้ปกครอง และสมาชิกของสมาคมแคมเฟด คณะกรรมการดังกล่าวมีข้อกำหนดพิเศษ คือ กรรมการต้องประกอบด้วยผู้หญิงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง คณะกรรมการอาสาพัฒนาชุมชนมีรวมทั้งสิ้น 86 คณะ ให้การสนับสนุน “คณะกรรมการบริหารโรงเรียน” ราว 3,500 คณะ ซึ่งมีกรรมการประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน พี่เลี้ยงหญิง ตัวแทนจากกลุ่มผู้ปกครอง ตัวแทนจากผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกคนหนึ่งจากสมาคมแคมเฟด กรรมการเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น “อาสาสมัครนักเคลื่อนไหว” (Volunteer Activists) ทำหน้าที่ในการพัฒนาโดยตัดสินใจทั้งเรื่องการบริหาร การแก้ปัญหา และการใช้จ่ายเงิน
กลไกเหล่านี้ทำให้แคมเฟดสามารถใช้คนน้อย ผ่านหลักการและกลไกที่มีประสิทธิภาพสูง ก่อให้เกิดสัมฤทธิผล คือ การช่วยเหลือเด็ก โดยเฉพาะผู้หญิงนับล้านให้ได้เล่าเรียนได้อย่างปลอดภัย และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง
ต้องเน้นเรื่อง “ความปลอดภัย” เพราะในแอฟริกา เด็กนักเรียนหญิงจำนวนมากถูกครูบีบบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย จากการสำรวจของสมาชิกสมาคมแคมเฟดพบว่า เด็กผู้หญิงที่ขัดขืนจะถูกครูกลั่นแกล้งและลงโทษ แคมเฟดจึงให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้เป็นพิเศษ
ไม่เพียงลดปัญหาลงได้มาก เป้าหมายสำคัญของแคมเฟดคือการเลิกประเพณีแต่งงานแบบคลุมถุงชน หรือการ “บังคับแต่งงาน” ลงให้ได้ด้วย
ปัจจุบัน แคมเฟดมีสาขาในประเทศต่างๆ ตามลำดับ ดังนี้ แคมเฟดสากล (Camfed International) จดทะเบียนเป็นองค์กรการกุศลสาธารณะ (Charity) ในอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2536 แคมเฟดซิมบับเว ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2536 แคมเฟดกานา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2541 แคมเฟดสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2544 แคมเฟดแซมเบีย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2545 แคมเฟดแทนซาเนีย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2550 และแคมเฟดมาลาวี ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2552
ความสำเร็จของแคมเฟด ทำให้ แอนน์ คอตตอน มีชื่อเสียงโด่งดัง เธอได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของวิทยาลัยโฮเมอร์ตัน และเป็นอาจารย์สอนวิชาผู้ประกอบการสังคมที่วิทยาลัยธุรกิจของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เธอได้รับเชิญให้เป็นปาฐกคนสำคัญในเวทีนานาชาติที่มีชื่อเสียงต่างๆ เช่น “ชมรมเศรษฐกิจโลก” (World Economic Forum) “โครงการริเริ่มเพื่อชาวโลกของอดีตประธานาธิบดีคลินตัน” (Clinton Global Initiative) “ชมรมโลกของมูลนิธิสโคลล์” (Skoll World Forum) และได้รับเชิญให้ไปแสดงปาฐกถาในการประชุมสุดยอดสหรัฐ-แอฟริกา จัดโดยทำเนียบขาว ร่วมกับสถาบันจอร์จ ดับเบิลยู บุช และกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ
แอนน์ได้รับรางวัลทรงเกียรติมากมาย เช่น ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวิน (OBE) จากสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งสหราชอาณาจักร รางวัลเพื่อผู้ประกอบการสังคมจากมูลนิธิสโคลล์ ได้รับรางวัล “สตรีแห่งปี” ในสหราชอาณาจักร รางวัลผู้ประกอบการสังคมแห่งปีของสหราชอาณาจักร
เมื่อเดือน พ.ย. 2557 แอนน์ได้รับรางวัล “ไวส์” (WISE Award) ในสาขาการศึกษา ซึ่งเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติยิ่งขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization of Economic Cooperation and Development : OECD) นับเป็นผู้ได้รับรางวัลนี้คนที่ 4 ผู้ได้รับรางวัล 3 คนก่อนหน้าแอนน์ ได้แก่ 1) วิคกี โคลเบอร์ต (Vicky Colbert) ผู้ก่อตั้งองค์กรเอสคูลา นูวา (Escuela Nueva) ในโคลอมเบีย 2) ดร.มาธาฟว์ ชาวาน (Madhav Chavan) ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร “ประธาม” (Pratham) ในอินเดีย และเซอร์ฟาเซิล ฮาซาน อาเบด
(Sir Fazle Hasan Abed) ผู้ก่อตั้งองค์กรแบรค ในบังกลาเทศ (BRAC : Bangladesh)







