
อากาศร้อนถึง Fin-Tech
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
วันนี้อากาศร้อนได้ใจจริงๆ ครับ เพราะเจ้าไอโฟนที่ผมใช้อยู่บอกว่าอุณหภูมิขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้สูง 36 องศา แต่ความรู้สึกร้อนเหมือนอยู่ที่อุณหภูมิ 49 องศา ทีแรกผมไม่เชื่อว่าทำไมอุณหภูมิจริงกับความรู้สึกถึงต่างกันขนาดนั้น เลยเดินออกไปพิสูจน์กลางแจ้ง แล้วรีบกลับเข้ามาในห้องเพราะรู้สึกเหมือนถูกเผาจริงๆ
ก็ไม่โทษใครครับว่าทำให้อากาศร้อน เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่อากาศร้อนเท่านี้ ประเทศเราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรรับแสงแดดตรงๆ จึงต้องมีอากาศร้อนเป็นธรรมดา ผมคิดว่าอุณหภูมิ 36 องศา น่าจะเป็นปกติของประเทศแถบนี้ แต่ที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกร้อนขึ้นไปถึง 49 องศา น่าจะเป็นเพราะเราช่วยกันทำลายความร่มรื่นตามธรรมชาติ ตัดต้นไม้ใหญ่ๆ เพื่อสร้างคอนโดอาคารสูงที่ช่วยกันพ่นไอร้อนจากเครื่องปรับอากาศใส่เข้าไปในบรรยากาศ
คงได้แต่บ่นเพราะเขาว่านี่เป็นความเจริญของบ้านเมือง แม้แต่กฎหมายปกป้องสิ่งแวดล้อมยังถูกมองว่าเป็นสิ่งบั่นทอนความก้าวหน้าของการพัฒนา ในขณะประเทศที่เจริญแล้วให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมเหนือสิ่งอื่นใด ขนาดจะตัดต้นไม้ใหญ่ในบ้านยังต้องขออนุญาตจากทางการก่อนก็เห็นเขาเจริญรุ่งเรืองกันดี
ที่พูดมาตั้งนานแต่อยากเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบตามตรงว่า อากาศร้อนๆ อย่างนี้คุยเรื่องเบาๆ กันดีกว่าไปพูดถึงตัวเลขการส่งออก จีดีพี ราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน เพราะยุคดิจิทัลนี้ มีข่าวประเภทนี้ให้อ่านมากมาย ทั้งประเภทวิชาการ กึ่งวิชาการ และนวนิยายบู๊ล้างผลาญ เช่น จีนจะขายเงินเหรียญสหรัฐทิ้งเพื่อล้มอเมริกาโดยไม่สนใจว่าเขาจะทำไปเพื่ออะไร เพราะอเมริกา คือ ตลาดรับสินค้าที่ผลิตในจีนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เรื่องเบาๆ ที่อยากพูดถึง คือ เรื่องวิวัฒนาการของโลกเทคโนโลยีในภาคการเงินและการธนาคารที่พูดกันมากพักนี้
คนรุ่นหลังสงครามรุ่นผมที่ทำงานในสถาบันการเงินจัดว่าเป็นคนที่โชคดีมาก เพราะมีโอกาสได้เห็นวิวัฒนาการของการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานและการให้บริการลูกค้าทุกยุคทุกสมัย
สมัยก่อนธนาคารจะบันทึกบัญชีเงินฝากไว้ในสมุดเล่มใหญ่ ปกแข็งเป็นรายบัญชี เรียงตามตัวอักษรคนบันทึกบัญชีต้องยืนเขียนบนเคาน์เตอร์เพราะสมุดเล่มใหญ่มากยกไปยกมาไม่ได้ ต่อมามีการนำเครื่องทำบัญชีมาบันทึกแทนทั้งบัญชีเงินฝากและเงินกู้ คนทำต้องนั่งพิมพ์บนเครื่อง เวลาคิดดอกเบี้ยต้องใช้เครื่องคิดเลขแบบมือหมุนเรียงทศนิยมให้ถูกหลัก
ผมเคยถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิที่เป็นคนนำเครื่องคิดเลข “สมัยใหม่” มาใช้ในการคิดคำนวณดอกเบี้ย ว่าทำให้คิดดอกเบี้ยผิด 1 สตางค์ เพราะเครื่องปัดเศษขึ้นและลง และถูกถามว่า จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เครื่องคิดเลขคิดดอกเบี้ยถูก เพราะเครื่องมือหมุนสามารถตรวจสอบขั้นตอนการคำนวณได้
เรื่องการแอบเอาเครื่องคิดเลขมาคิดดอกเบี้ยของผมโดยไม่ได้รับอนุญาตกลายเป็นเรื่องใหญ่ จนถึงสำนักงานใหญ่ของธนาคารในต่างประเทศ ปรากฏว่าเรื่องนี้ผมรอดตัว เพราะเขาเพิ่งนำเครื่องคิดเลขมาใช้เหมือนกัน แต่ได้ชื่อว่าเป็นคนหัวแข็งในสายตาของผู้บังคับบัญชาที่เป็นคนไทย แต่เป็นคนที่มีความคิดริเริ่มในสายตาของฝรั่งที่เป็นนายของผู้บังคับบัญชาอีกทีหนึ่ง
ถัดจากยุคเครื่องทำบัญชีมาถึงยุคคอมพิวเตอร์พิมพ์บัตรเหลืองเพื่อป้อนข้อมูลเข้าเครื่องแล้วถึงยุคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และระบบออนไลน์ ซึ่งแต่ละขั้นตอนทำให้การทำงานง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แต่ทำให้ความรู้ภาคปฏิบัติและความเข้าใจในที่มาที่ไปของงานน้อยลง
เพราะคนทำงานไม่จำเป็นต้องรู้ที่มาที่ไปของงาน แค่ป้อนข้อมูลเข้าไปตามวิธีการและขั้นตอนที่เขากำหนดสามารถนำผลที่ได้ไปใช้ในการทำงานได้แล้ว จึงเป็นที่น่าเสียดาย เพราะคนที่รู้ที่มาที่ไปของงานกลายเป็นฝรั่งที่ทำซอฟต์แวร์มาขายให้คนไทยใช้ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ที่ใช้ในการทำงานของระบบงานกลาง หรือซอฟต์แวร์ย่อยที่ทำงานเฉพาะกิจ ที่พูดเรื่องนี้เพราะพักนี้มีคนพูดถึง Fin-Tech หรือ Financial Technology หรือแปลตรงๆ คือ เทคโนโลยีในภาคการเงินกันมาก
ผมคิดว่าอีกไม่กี่ปีหลังจากนี้รูปโฉมของสถาบันการเงินอาจเปลี่ยนไปจากการให้บริการทางการเงินเต็มรูปแบบแต่ผู้เดียวแบบกึ่งผูกขาด มาเป็นองค์กรที่ให้บริการหลากหลายแข่งขันกับผู้ให้บริการทางการเงินรายย่อยที่มีความชำนาญเฉพาะด้วย
เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ความจริงสถาบันการเงินนั้น เป็นภาคธุรกิจที่มีการใช้เทคโนโลยีสูงอยู่แล้ว เพราะธุรกิจทุกอย่างต้องใช้เทคโนโลยีในการทำงานและให้บริการไม่ว่าจะเป็นการรับฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน และบริการสินเชื่อต่างๆ แต่ละบริการล้วนใช้ซอฟต์แวร์ในการทำงาน ซึ่งมีทั้งที่พัฒนาขึ้นมาเอง (ส่วนน้อย) และที่ซื้อมากจากผู้ผลิตซอฟต์แวร์ซึ่งส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ จึงสามารถผูกขาดการให้บริการทางการเงินแต่ผู้เดียวมาเป็นเวลานาน
แต่ไม่กี่ปีมานี้ มีผู้ที่สามารถผลิตซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการทำงานและให้บริการทางการเงินกับลูกค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและแอพในโทรศัพท์มือถือ และนำหรือขายซอฟต์แวร์นี้ให้กับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่สามารถให้บริการทางการเงินได้ เช่นเดียวกับหรือมีประสิทธิภาพกว่า และคิดค่าใช้จ่ายน้อยกว่าสถาบันการเงินกับคนทั่วไป ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าถึงบริการเหล่านี้ได้ในระบบโซเชียลทั่วโลก
การชำระเงิน โอนเงินค่าสินค้า และบริการ เป็นต้น สามารถทำที่ไหนก็ได้ทุกเวลาผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการใช้บริการของสถาบันการเงิน
เพราะฉะนั้นผมจึงเชื่อว่า อีกไม่นานคนรุ่นผมกำลังจะเห็นวิวัฒนาการครั้งใหญ่อีกครั้งในภาคการเงินผ่านอินเทอร์เน็ตและแอพมือถือ และเชื่อตามประสบการณ์ที่เห็นว่า เมื่อความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครคาดถึงหลายปีมาแล้ว
ผมเคยถูกเชิญให้ไปชมการทำงานของเครื่อง Fax ที่ออกใหม่ๆ ตอนที่สถาบันการเงินยังส่งข้อความผ่านเครื่อง TELEX ที่ต้องพิมพ์ข้อความใส่เทปก่อน Feed เข้าไปในเครื่อง ผมไปดูแล้วรู้สึกทึ่งมากเพราะแค่ให้เครื่องถ่ายรูปเอกสารก็ส่งข้อความไปได้ทั้งหมดไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์เทป แต่ผมยังตั้งข้อสงสัยว่าจะเกิดขึ้นได้เมื่อไร เพราะขณะนั้นยังไม่มีใครใช้เครื่อง Fax คงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเปลี่ยนการใช้เครื่อง TELEX มาเป็นเครื่อง FAX
ปรากฏว่า แค่ 2-3 ปีถัดมาเครื่อง TELEX ก็สูญพันธุ์ไป เพราะถูกแทนที่ด้วยเครื่อง FAX ซึ่งอีกไม่นานคงจะถูกแทนที่ด้วยแอพโทรศัพท์มือถืออย่างไลน์ที่กำลังนิยมเล่นกัน
ท่านผู้อ่านกับผมคอยติดตามชมกัน การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กัน สำคัญว่าทางฝ่าย Regulation ทั้งหลายคงต้องเตรียมความพร้อมที่จะรับกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นจะตามเทคโนโลยีไม่ทันนะครับ







