posttoday
เก็บภาษีต้องเป็นธรรม

เก็บภาษีต้องเป็นธรรม

20 เมษายน 2559

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งใหญ่ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระให้กับผู้มีรายได้และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีมากขึ้น จากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหลายปีมาแล้ว

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งใหญ่ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ วัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระให้กับผู้มีรายได้และสร้างความเป็นธรรมในระบบภาษีมากขึ้น จากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลไปหลายปีมาแล้ว

สาระสำคัญของการปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ถือว่าในส่วนของการลดภาระของผู้เสียภาษีให้ลดลงนั้นทำได้ตามเป้าหมาย เพราะโครงสร้างภาษีใหม่จะทำให้คนที่มีรายได้จากเดือนละ 2.6 หมื่นบาท ไม่มีภาระภาษีต้องเสีย จากโครงสร้างภาษีเดิมที่ผู้มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 2 หมื่นบาท ถึงไม่มีภาระภาษีต้องเสีย

นอกจากนี้ โครงสร้างภาษีใหม่ยังมีการปรับรายการต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น เช่น การให้หักค่าใช้จ่ายจากเดิม 40% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 6 หมื่นบาท เป็น 50% แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท รวมถึงเพิ่มค่าหักลดหย่อนของผู้เสียภาษีจาก 3 หมื่นบาท เป็น 6 หมื่นบาท

ขณะเดียวกันยังเพิ่มค่าหักลดหย่อนเลี้ยงดูบุตรจากเดิมได้คนละ 1.5 หมื่นบาท ไม่เกิน 3 คน เป็นคนละ 3 หมื่นบาท ไม่จำกัดจำนวน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนไทยมีบุตรมากขึ้น แก้ปัญหาคนไทยมีบุตรน้อย และสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างภาษีบุคคลธรรมดา ยังไม่ตอบโจทย์ของการทำให้เกิดความเป็นธรรมของผู้เสียภาษีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผลบังคับใช้จริงกับรายได้ที่เกิดขึ้นปี 2560 ที่จะเริ่มมีการยื่นแบบในปี 2561 เทียบกับการลดภาษีนิติบุคคล ที่ลดอัตราภาษีลงจาก 30% เป็น 20% มีผลในทันที

ทั้งที่รัฐบาลต้องสูญเงินภาษีจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละกว่า 1 แสนล้านบาท แต่สำหรับการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้ รัฐบาลประเมินว่าจะสูญเงินภาษี 3.2 หมื่นล้านบาท น้อยกว่าการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลหลายเท่า แต่การลดภาษีบุคคลธรรมดายังต้องรออีก 1 ปี กว่าจะมีผลบังคับใช้ และต้องรอ 2 ปี กว่าจะได้ยื่นแบบและขอคืนภาษีจากโครงสร้างภาษีใหม่

ดังนั้น เมื่อพิจารณาการใช้บังคับโครงสร้างภาษีใหม่ต้องถือว่าไม่เป็นธรรม ยิ่งเทียบกับการออกมาตรการภาษีของรัฐบาลชุดนี้อีกมากมายที่ให้สิทธิประโยชน์แก่นิติบุคคลเพื่อส่งเสริมการลงทุน หรือกระตุ้นการลงทุน รวมแล้วประเทศสูญเงินภาษีอีกหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งมีผลบังคับใช้ทันทีทั้งสิ้น

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในแง่ของอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารอบใหม่ อาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างผู้เสียภาษีด้วยกันเองมากขึ้น เพราะโครงสร้างใหม่ยิ่งมีรายได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีภาระภาษีลดลง เมื่อเทียบกับผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากมีการปรับช่วงรายได้ของผู้มีรายได้สุทธิในช่วง 2-4 ล้านบาท ต้องเสียภาษีอัตรา 30% และเกิน 4 ล้านบาท เสียภาษี 35% โดยโครงสร้างใหม่ปรับเป็น 2-5 ล้านบาท เสียภาษีอัตรา 30% และเกิน 5 ล้านบาท จึงเสียภาษีอัตราสูงสุด 35%

การปรับฐานรายได้สุทธินี้ ทำให้ผู้เสียภาษีที่มีรายได้สูงได้ประโยชน์ไปเต็มๆ ยังไม่รวมมาตรการหักลดหย่อนภาษีคนรวยอีกจำนวนมาก ที่เดิมว่าจะปรับลดสิทธิประโยชน์ลงในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ แต่สุดท้ายไม่มีการเปลี่ยนแปลง

เมื่อเป็นเช่นนี้ การสูญเงินภาษีจำนวน 3.2 หมื่นล้านบาท จากการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาครั้งนี้ กลุ่มบุคคลที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือผู้ที่มีรายได้สูง ส่วนผู้มีรายได้น้อยย่อมได้รับประโยชน์จากการลดภาษีครั้งนี้น้อยกว่า

ดังนั้น การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทบทวน ทั้งในแง่ของเวลาการบังคับใช้เห็นความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจน รวมถึงเนื้อในของการปรับโครงสร้างภาษีที่มีการแฝงผลประโยชน์ให้ไปตกอยู่ในคนที่มีรายได้สูงมากกว่าผู้มีรายได้น้อย

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ