
66/2523 ภาค 2 ยุติความขัดแย้งรุนแรงทางการเมือง (จบ)
โดย...ศ.นพ.ประเวศ วะสี
โดย...ศ.นพ.ประเวศ วะสี
เรื่องชอบหรือไม่ชอบสถาบันเป็นธรรมดาที่มีอยู่ในทุกสังคมที่มีสถาบัน ไม่เป็นต้นเหตุของความรุนแรงอะไร แต่ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงสุดๆ เมื่อสถาบันถูกโยงเข้าไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างที่เกิดคือ
ฝ่ายต่อต้านทักษิณเห็นว่า เมื่อฝ่ายทักษิณเป็นรัฐบาล ขบวนการหมิ่นสถาบันเฟื่องฟูขยายตัว ชวนให้เชื่อว่าพรรคการเมืองพรรคนี้สนับสนุนหรือเชื่อมโยงกับขบวนการล้มล้างสถาบัน แต่พรรคนี้ก็ได้รับการเลือกตั้งมาจากคะแนนเสียงกว่า 15 ล้านคน เรื่องจึงพ่วงกันเป็นพวงใหญ่ว่า ใครที่เกี่ยวข้องหรือสนับสนุนพรรคนี้เป็นพวกคิดล้มล้างสถาบัน
ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีใครนิยมรัฐประหาร ไม่ว่าจะชอบทักษิณหรือไม่ชอบทักษิณก็ตาม ฝ่ายที่ไม่นิยมสถาบันพยายามเผยแพร่ความเห็นว่าสถาบันสนับสนุนรัฐประหาร ทำให้โยงไปว่าพวกกษัตริย์นิยมทั้งหมดสนับสนุนเผด็จการ ซึ่งแม้ไม่จริงเพราะพวกกษัตริย์นิยมจำนวนมากก็สนับสนุนประชาธิปไตย แต่เกลียดทักษิณ
แต่ถ้าเกลียดทักษิณก็เท่ากับเกลียดประชาธิปไตยแล้วละก็ เป็นการผลักคนจำนวนมากที่มีความหลากหลายให้เป็นขั้วตรงข้ามกับพรรคที่ได้รับการเลือกตั้ง แต่ถูกเชื่อว่าเชื่อมโยงกับกระบวนการล้มสถาบันนี่คือการลดทอนและเสี้ยมให้ความหลากหลายและซับซ้อนกลายเป็นขั้วตรงข้ามกันข้างละมากๆ โดยมีการดึงสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้อง นี่คือจุดอันตรายสุดๆ ที่อาจนำไปสู่มิคสัญญีกลียุคที่ทำลายทั้งประชาธิปไตย ทำลายสถาบัน และทำลายอนาคตของประเทศ
สถาบันไม่ควรเป็นเหตุให้คนไทยต้องฆ่ากัน ซึ่งไม่เป็นมงคลต่อใครทั้งสิ้น ควรจะถอดชนวนเรื่องนี้โดยยุทธศาสตร์ 66/2523 ภาค 2 ไม่ใช่มัววิ่งไล่จับคนหมิ่นสถาบัน เพราะมันจะยุ่งเหยิงบานปลายมากขึ้นเพราะใครไม่ชอบใครก็จะถือโอกาสไปฟ้องผู้มีอำนาจ การจับผิดจับถูก จับโดยไม่ยุติธรรมจะไปสร้างศัตรูเพิ่มขึ้น ดังที่การฆ่าคอมมิวนิสต์แก้ปัญหาไม่ได้ กลับทำให้คอมมิวนิสต์ได้พวกมากขึ้นดังที่ประธานเหมาเจ๋อตงสอนนายกรัฐมนตรีไทย (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) เมื่อไปพบ
5.คนไทยร่วมสร้างยุทธศาสตร์ 66/2523 ภาค 2 ยุติความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองที่ดึงสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้อง ความขัดแย้งที่ลึกและใหญ่ขนาดนี้จะใช้การร่างรัฐธรรมนูญจะแก้ไขได้หรือ เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญผิดจากขนบประชาธิปไตยก็มีคนไม่เห็นด้วย จะขัดแย้งและแตกแยกกันต่อไป เหมือนสงครามสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกัน
ในกรณีพรรคคอมมิวนิสต์ไทย คงใช้การร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้ แต่ใช้ยุทธศาสตร์ 66/2523 ยุติการสู้รบ โดยการพลิกวิธีคิดโดยสิ้นเชิง และการนิรโทษกรรมทั้งหมด นั่นคือคนไทยที่เห็นต่างไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเพื่อนคนไทยที่สามารถร่วมพัฒนาชาติไทย ผมคิดว่าคนไทยทุกฝ่ายที่ขัดแย้งหรือไม่ขัดแย้งควรร่วมสร้างยุทธศาสตร์ 66/2523 ภาค 2 ยุติความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองที่ดึงสถาบันเข้าไปเกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด ถ้าทันแห่งการครองราชย์ครบ 70 ปี ก็จะเป็นมงคลยิ่ง คนไทยควรยุติความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองได้แล้ว และหันมาร่วมพัฒนาชาติไทย
กระบวนการยุติความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองที่ดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายจะเป็นประดุจการทำสัญญาประชาคม (Social Contract) เช่นว่า
(1) ประเทศไทยจะปกครองด้วยระบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ควรนำสถาบันไปเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง หรือทำร้ายกันจะทำมิได้
(2) ทุกฝ่ายจะช่วยกันป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารอีก
(3) ความหยาบคายและดูหมิ่นสถาบันจะทำมิได้ แต่ความเห็นอันมีหลักฐานข้อเท็จจริงและเหตุผลอันนำไปสู่การสร้างสรรค์ให้มีกระบวนการรับฟังอย่างแยบคายและเห็นคุณค่า
(4) เมื่อตกลงกันใน 2 ข้อข้างต้น ให้มีการนิรโทษกรรมผู้ต้องคดี และอยู่ระหว่างการดำเนินคดีอันเกี่ยวเนื่องกับมาตรา 112 โดยถือเป็นผู้จะร่วมกันพัฒนาชาติไทยต่อไป
(5) ประกอบรัฐพิธีขออโหสิกรรมแห่งชาติ มีเพื่อนคนไทยที่สูญเสียชีวิตเพราะความขัดแย้งอุดมการณ์ทางการเมืองจำนวนมาก เช่น ผู้นำกรรมกร ชาวนา นักศึกษา นักวิชาการ ในยุคไล่ล่าคอมมิวนิสต์ ผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย ในสงครามสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับรัฐ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16, 6 ตุลา 19, พฤษภา 35 ตลอดมา จนถึงจากความขัดแย้งในปี 2553-2557
วิญญาณของเพื่อนคนไทยผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการปลดปล่อยไปสู่สุคติ แต่ยังสิงอยู่ในบรรยากาศทางจิตสังคมของชาติ ก่อให้เกิดอาเพศต่างๆ ในแผ่นดิน รวมทั้งความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองในปัจจุบัน
สรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง เมื่อมีคนตาย เราทั้งหมดล้วนมีส่วนผิดไม่ทางตรงก็ทางอ้อม จึงควรมีการประกอบรัฐพิธีอโหสิกรรมแห่งชาติ ที่ทุกฝ่ายร่วมกันขอขมาต่อดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิต เพราะความขัดแย้งทางการเมือง ความสำนึกผิดร่วมกัน จะปลดปล่อยวิญญาณไปสู่สุคติ แผ่นดินสิ้นอาเพศ คนไทยทุกฝ่ายสามารถร่วมมือกันพัฒนาชาติไทยให้สันติรุ่งเรืองต่อไป
(6) ประเทศของเราจะเป็นสังคมแห่งการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ท่ามกลางความหลากหลาย เป็นสังคมพหุลักษณ์ ไม่ยกลัทธิหรืออุดมการณ์ใดเป็นเครื่องกีดกันหรือทำลายผู้เห็นต่าง ความหลากหลายเป็นธรรมชาติ เป็นความงาม และเป็นปัจจัยให้ชาติมีสมรรถนะที่จะปรับตัวเผชิญกับการเปลี่ยนนแปลงได้ดีกว่าสังคมที่ขาดความหลากหลายดังนี้ เป็นต้น
6.คนไทยร่วมพัฒนาชาติไทย ประเทศไทยกำลังเผชิญความยากลำบากสุดๆ ท่ามกลางกระแสวิกฤตโลก การจะรักษาบูรณภาพและดุลยภาพของประเทศทั้งภายในตัวเองและกับโลกภายนอกเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่สามารถสร้างบูรณภาพและดุลยภาพได้ สังคมไทยก็จะไม่หลุดพ้นจากวิกฤตและอาจถึงขั้นแตกสลาย วิกฤตการณ์ใหญ่ในปัจจุบัน ซึ่งเคยมีผู้เรียกว่าวิกฤตการณ์คลื่นลูกที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยากกว่าวิกฤตการณ์การสู้รบกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพราะมีความซับซ้อนกว่ามาก
ในวิกฤตการณ์ที่ซับซ้อนและยากเช่นนี้ การสู้รบระหว่างคนไทยด้วยกันไม่น่าจะใช่ทางออก การปิดพื้นที่หรือกีดกันใครออกไปไม่น่าจะใช่ทางออก ตรงข้ามควรมีการเปิดพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่ทางปัญญาอย่างกว้างขวาง ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ (Interactive learning through action) ในสถานการณ์จริง เป็นเครื่องมือฝ่าความยาก และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) ทั้งในตนเอง ในองค์กร และในสังคม
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนที่คิดไม่เหมือนกันจะทำให้เกิดนวัตกรรม ทำนองเดียวกับเมื่อ H รวมกับ O เกิดเป็นน้ำ (H2O) ซึ่งเป็นของใหม่โดยสิ้นเชิง ที่ไม่เหมือนทั้ง H และ O การดำรงอยู่ของคนที่คิดต่างอย่างหลากหลาย จะเป็นฝ่ายซ้าย ฝ่ายอนุรักษ์ ฝ่ายทุน ไม่ใช่เรื่องจะต้องคิดขจัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพราะบางเรื่องบางสถานการณ์คิดอย่างฝ่ายซ้ายก็มีประโยชน์ บางเรื่องการอนุรักษ์ก็เป็นคุณ บางเรื่องก็ต้องใช้ทุนจึงจะสำเร็จ อย่างการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเรื่องจำเป็น
แต่ถ้าพัฒนาเศรษฐกิจล้วนๆ ก็จะเกิดความเหลื่อมล้ำสุดๆ ซึ่งนำปัญหาตามมาเป็นพรวนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ความคิดของฝ่ายซ้ายก็มีประโยชน์ เพราะหัวใจของความเป็นซ้ายคือการเห็นใจคนจน และการรักความเป็นธรรม จุดแข็งของไทยน่าจะอยู่ที่การผสมความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางปัญญา โดยหลักการนี้คนไทยทุกคนจะมีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีประโยชน์ และร่วมกันพัฒนาชาติไทยได้ โลกทัศน์วิธีคิดและจิตสำนึกใหม่จะเป็นพลังส่งให้คนไทยสามารถสร้างอนาคตของเราร่วมกันได้
ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ถ้าบ้านเมืองนี้มีทางออกเป็นอย่างอื่นก็ดีไป แต่ถ้าวิกฤตไม่มีทางออก หรือเกิดความรุนแรงขึ้นอีก จะลองกลับมาอ่านข้อเสนอนี้ดูอีกครั้งก็ได้







