posttoday
หุ้นยังน่าสน รับเหมาฯเด่น-แบงก์เสี่ยง

หุ้นยังน่าสน รับเหมาฯเด่น-แบงก์เสี่ยง

18 เมษายน 2559

ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนประมาณ 9.29% ในไตรมาส 1/2559 แนวโน้มไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้จะยังดีต่อเนื่องหรือไม่ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย”

โดย...ทีมข่าวหุ้นโพสต์ทูเดย์

ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนประมาณ 9.29% ในไตรมาส 1/2559 แนวโน้มไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปีนี้จะยังดีต่อเนื่องหรือไม่ “พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เปิดเผยว่า ความผันผวนของปัจจัยในประเทศหรือต่างประเทศจะน้อยกว่าไตรมาสแรก คาดว่าราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวระดับ 30-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นักลงทุนต้องติดตามในไตรมาส 2 โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีความเสี่ยงเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยตรงเพราะสินเชื่อไม่ได้ขยายตัวมาก ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังปรับตัวขึ้น นอกจากนั้นยังปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) โดยไม่ได้ลดดอกเบี้ยเงินฝากลงเป็นปัจจัยกดดันส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งจะกระทบต่อเนื่องถึงผลประกอบการในไตรมาส 2 อย่างแน่นอน

“ตอนนี้ถือว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะนิ่งๆ และตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับเม็ดเงินของต่างชาติที่เข้ามา แต่ปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่หลายด้านทั้งราคาน้ำมันที่ยังไม่แน่นอน และนโยบายการเงินที่ธนาคารกลางในแต่ละประเทศต่างก็ต้องการอุ้มประเทศตัวเอง ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินต่างชาติ” พิพัฒน์ กล่าว

สำหรับคำแนะนำในการลงทุนระยะยาวให้มองเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ท่ามกลางดอกเบี้ยถูกและมีแนวโน้มจะปรับขึ้นได้ยาก จึงยังคงให้ลงทุนในตราสารทุน แต่ไม่ใช่ในหุ้นทั่วไป เพราะยังได้รับผลกระทบจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) เติบโตน้อย เน้นอัตราผลตอบแทนเป็นหลัก อย่างกองทุนอสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) แม้ตอนนี้จะให้ผลตอบแทนลดลงเล็กน้อยหรือมาอยู่ที่ 6-7% จากเดิมที่อยู่ระหว่าง 7-8% แต่ก็ยังถือว่าให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์อื่น

ทั้งนี้ แนะนำลงทุนในหุ้น 50% และอีก 50% ถือเงินสดไว้เพื่อความปลอดภัย ขณะที่ทองคำก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่ไม่น่าสนใจ รวมถึงพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากดอกเบี้ยไม่ได้สูงมาก

“สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นในระยะสั้น 1-2 เดือนนี้ จะแกว่งตัวในกรอบแคบๆ ระหว่าง 1,350-1,430 จุด เพื่อรอติดตามผลประกอบการ บจ.งวดไตรมาสแรก รวมถึงความกังวลในประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ดี ยังมีความคาดหวัง หลังเทศกาลสงกรานต์มีโอกาสที่รัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติม และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในต่างประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นที่มีโอกาสออกมาเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน

“ตอนนี้ฝ่ายวิจัยกำลังรวมข้อมูลประมาณกำไร บจ.ไตรมาสแรก เบื้องต้นจะดีขึ้นจากไตรมาสที่แล้วเพราะกลุ่มพลังงานไม่มีการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์รายการใหญ่ แต่ถ้าเทียบกับไตรมาส 1/2558 ภาพรวมจะดีขึ้นหรือทรงตัว แต่กลุ่มที่แย่สุดจะเป็นสื่อสารเพราะมีการแข่งขันสูงส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น แนะนำซื้อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ และซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีเมื่อราคาอ่อนตัว”

“สุกิจ” คาดว่า เงินทุนต่างประเทศมีโอกาสจะไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นในปีนี้ หลังจากปรับพอร์ตขายหุ้นออกไปในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเนื่องจากอาเซียนรวมถึงไทยมีความปลอดภัยในด้านการเติบโตของเศรษฐกิจสูงกว่าภูมิภาคอื่น จากประเด็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลช่วยกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต

ปัจจุบันราคาหุ้นของไทยแพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค แต่ยังน่าสนใจลงทุนและปีนี้ค่าเงินบาทรวมถึงค่าเงินของภูมิภาคมีโอกาสแข็งค่าขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนค่า จึงเป็นโอกาสในการทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน

“ทรงกลด วงศ์ไชย” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรีกล่าวว่า ตลาดหุ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ยังมีความเสี่ยงและจะยังคงผันผวนโดยเฉพาะประเด็นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงขึ้นดอกเบี้ย แม้จะเหลือเพียง 2 ครั้งก็ตาม ซึ่งจะผลักดันให้เงินลงทุนออกไปจากตลาดหุ้นไทย ขณะที่ยังมีความเสี่ยงเรื่องเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว คาดปีนี้ส่งออกจะติดลบ 1%

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยได้ปรับเป้าหมายดัชนีหุ้นมาอยู่ที่ 1,360 จุด จากเดิมที่ 1,340 จุด เพราะมองไว้ต่ำเกินไปและกลุ่มพลังงานไม่มีภาระตั้งสำรองด้อยค่า สนับสนุนให้กำไรต่อหุ้นรวมน่าจะโตได้ประมาณ 36% จากปีที่ผ่านมา

สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเย็นแนะนำให้รอซื้อในราคาต่ำกว่าปัจจุบัน ในกลุ่มรับเหมา เช่น บริษัท ช.การช่าง (CK) กลุ่มโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ(BDMS) บริษัท โรงพยาบาลวิภาวดี (VIBHA) ส่วนหุ้นที่มีปัจจัยหนุน อาทิ บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM)

ณัฐชาติ เมฆมาสิน ผู้อำนวยการรายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้กล่าวว่า คาดไตรมาส 2 ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,150-1,450 จุด แนะนำให้เลือกซื้อหุ้นรับเหมาฯ เช่น CK และบริษัท ยูนิคเอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริษัทเคซีอี อีเลคโทรนิคส์ (KCE) บริษัท เอสวีไอ(SVI) บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส(HANA) ส่วนกลุ่มอาหาร แนะนำ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป (TFG) และบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU)

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ