
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ฉบับมหาภารต
....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
การที่เรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์เกี่ยวข้องกับงานในภาครัฐหลายหน่วยงานมาก ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง ฯลฯ และเกี่ยวข้องกับเอกชน/ภาคประชาชน/ภาคธุรกิจหลายวงการ มีผลกระทบกระจายเป็นวงกว้าง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็สร้างประโยชน์ในเชิงการพัฒนาได้อย่างมหาศาล ดังที่เกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาหลายประเทศที่มองเห็นคุณค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งค่อนข้างยากจน มีงบประมาณน้อย อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ย่อม ดีกว่าอุตสาหกรรมหนัก ที่แม้จะมีผลตอบแทนสูงก็ต้องลงทุนสูงตามไปด้วย และในกรณีของประเทศกำลังพัฒนายังต้องนำเข้าทั้งเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ถึงแม้จะเป็นบางอุตสาหกรรมที่มีการผลิตจำนวนมาก (Mass Product) ก็ยังลงทุนไม่มากเท่า แถมในบางภาคการผลิตก็ใช้ต้นทุนต่ำ แต่ทำให้เกิดรายได้สูงด้วย เช่น การออกแบบ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และศิลปกรรม เป็นต้น
ประเด็นสำคัญ คือ รัฐจะทำอย่างไรจึงจะรวบรวมต้นทุนที่มีหลากหลายในประเทศเหล่านี้มาเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาให้เป็นเสาหลักเสาหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจได้
เราได้ดูตัวอย่างของจีนไปแล้ว ว่าหน่วยงานทั้งหลายของรัฐต้องทำงานอย่างสอดประสานให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน โดยเริ่มตั้งแต่ระบบการศึกษา การคิดและวางแผน ตลอดจนความเข้าใจต้องเป็นระบบ แต่หลายท่านอาจมองว่าจีนเป็นประเทศที่อย่างไรเสียก็สั่งมาจากส่วนกลางได้
ลองมาดูประเทศอื่นบ้าง ขอยกตัวอย่างอินเดีย ใครๆ ก็ทราบ โดยเฉพาะในเวทีระหว่างประเทศ ว่าเป็นนักเถียงตัวยง หัวไวมีสารพัดเหตุผลมากล่าวอ้าง แต่อินเดียก็ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างน่าทึ่ง โดยใช้อุตสาหกรรมภาพยนตร์เป็นภาคส่วนหลัก ซึ่งที่จริงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของอินเดียแต่เดิมนั้น มีบริษัทเล็กบริษัทน้อยกระจัดกระจายกันมากและผลิตเพื่อสนองตลาดในประเทศ แต่โดยนโยบายรัฐบาล ในที่สุดบริษัทเหล่านี้ก็ค่อยๆ รวมตัวเข้าด้วยกันเป็นบริษัทใหญ่ๆ ทั้งในเรื่องการผลิตและการจำหน่าย
ปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ที่ผลิตภาพยนตร์ประเทศหนึ่ง ตามตัวเลขของอังค์ถัด (UNCTAD : United Nations Conference on Trade and Development) อินเดียมีการผลิตภาพยนตร์เฉลี่ย 1,000 เรื่องต่อปี อุตสาหกรรมภาพยนตร์มีการจ้างงานประมาณ 5 ล้านคน และส่งออกเป็นมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 220 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี
นโยบายสำคัญที่อินเดียใช้ก็คือนโยบายการคลัง มีการยกเว้นภาษีให้ผู้ผลิต ลดภาษีนำเข้าฟิล์ม และเครื่องมือเกี่ยวกับการสร้างภาพยนตร์ และมีมาตรการจูงใจให้ส่งออก นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนด้านการเงินโดยมีบรรษัทพัฒนาภาพยนตร์แห่งชาติ (National Film Development Corporation) ที่ให้กู้ยืมด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ผลิตภาพยนตร์
สำหรับหน่วยงานที่รับผิดชอบในกรณีของอินเดีย นอกจากรัฐบาลกลางแล้ว รัฐต่างๆ ก็ยังร่วมให้การสนับสนุนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของการฝึกอบรมมากกว่า และเนื่องจากอินเดียมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพียงภาคส่วนเดียวจึงไม่มีหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องโยงใยมากเช่นจีน
ที่จริงยังมีอีกหลายประเทศ ที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาและใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาประเทศ แต่สองประเทศนี้คือ จีนและอินเดีย ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน ตามที่ผู้เขียนกล่าวเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า รัฐบาลจะเลือกอย่างไร จะเลือกอุตสาหกรรมที่มีความโยงใยมากๆ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับรากหญ้า และจะใช้อุตสาหกรรมไหนเป็นตัวนำ สิ่งเหล่านี้คงจะหนีไม่พ้นการที่รัฐบาลต้องศึกษาวิจัย และกำหนดนโยบายร่วมสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตัวอย่างกรณีที่จะเลือกส่งเสริมเพียงบางอุตสาหกรรมเป็นภาคส่วนหลัก เช่น อุตสาหกรรมภาพยนตร์ ก็อาจเริ่มตั้งแต่ :
การนำวัฒนธรรมทั้งหมดของไทยมาคลี่ดูว่าจะนำมาทำอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างไรได้บ้าง ศึกษาห่วงโซ่การผลิต และทบทวนนโยบายที่มีอยู่เดิม แต่กระจัดกระจาย
เลือกนโยบายแต่ละภาคส่วนของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่จะสนับสนุน ซึ่งนโยบายมาตรฐานได้แก่ นโยบายการคลัง (การอุดหนุน ลด/ยกเว้นภาษีให้ สนับสนุนการลงทุน) การฝึกอบรม การวางโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การศึกษา ใช้มาตรการที่เกี่ยวกับการค้าและการลงทุนมาสนับสนุน
ให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในกรณีของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ภาพ
ระบุจุดอ่อนจุดแข็งของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่จะสนับสนุน รวมทั้งโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศด้วย
สร้างระบบ หรือกลไกในการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงาน
ส่วนใหญ่แล้ว ประเทศกำลังพัฒนาจะใช้นโยบายต่างๆ เลียนแบบประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จมาก่อน แต่ที่สำคัญคือ เราจะต้องเลือกนโยบายให้เหมาะสมกับประเทศ เป็นนโยบายที่คำนึงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วย และรัฐบาลจะกำหนดให้หน่วยงานร่วมกันทำงาน หรือจะให้แบ่งงานกันทำก็ได้ แต่ต้องมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันเท่านั้น และเป็นการมุ่งไปอย่างเป็นระบบ โดยรัฐบาลอาจใส่ไว้ในแผนพัฒนาฉบับที่ 11 ด้วยก็ได้
การจัดอีเวนต์นั้นเป็นเพียงการกระตุ้นให้สังคมหันมาสนใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่จะต้องมีมาตรการและการดำเนินการอื่นๆ เตรียมไว้รองรับ ดังเช่นได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น รวมทั้งได้ยกตัวอย่างประเทศจีนและอินเดียว่ารัฐบาลเขาทำอะไร ไม่เช่นนั้นก็จะน่าเสียดายมากสำหรับประเทศไทยที่มีทรัพยากรค่อนข้างพร้อม
ที่จริงเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังมีรายละเอียดอีกมาก ทั้งทางวิชาการและส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การการค้าโลก แต่เพื่อไม่ให้เป็นวิชาการมากเกินไป ในคราวหน้าผู้เขียนจะนำเสนอส่วนที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์บ้าง เพราะเมื่อเอ่ยถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ก็เห็นว่ายังมีเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายๆ เรื่องที่จะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่าน
อาจจะเป็นบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์กับทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งตัวอย่างที่ต่างประเทศเขาฟ้องร้องเป็นคดีความกันด้วย







