
เสียงเตือนซามูไร
....พิชัย นริพทะพันธุ์
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ถ้าหากใครได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์ของ Mr.Yuji Kumamaru อัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ที่ได้ออกมาเตือนด้วยความสุภาพ แต่แฝงไปด้วยเนื้อหาสาระ ที่รัฐบาลควรจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยท่านอัครราชทูตได้ย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีกับไทยกว่า 60 ปี และเจตนาดีที่อยากให้ประเทศไทยรักษาการเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้ โดยระบุชัดเจนว่าประเทศญี่ปุ่นจะเป็นประเทศสุดท้ายที่จะทิ้งประเทศไทย แต่คงไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากทุกอย่างยังไม่มีความลงตัวสักที
ทั้งนี้ ท่านได้บอกชัดเจนว่า ขอวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหามาบตาพุด รวมทั้งการสอบสวนหาผู้กระทำผิดอันเป็นเหตุให้นักข่าวชาวญี่ปุ่นจากสำนักข่าวรอยเตอร์สถึงแก่ชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลดำเนินการในด้านต่างๆ ให้มากขึ้นและรวดเร็วกว่านี้ โดยระบุชัดเจนว่า
“เรากำลังรอคอยความชัดเจนจากทั้งสองเรื่อง ซึ่งคาดหวังว่าจะได้ในเร็ววัน ขณะเดียวกันก็สนใจประเด็นการปฏิรูปประเทศไทยที่กำลังมีการพูดถึงกันมากในเวลานี้ด้วย”ถ้าหากมองให้ลึกซึ้ง การที่ท่านอัครราชทูตออกมาพูดอย่างนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่า นักลงทุนญี่ปุ่นคงจะมีความอดทนจำกัดกับแก้ปัญหามาบตาพุดนี้ ซึ่งโดยปกติคนญี่ปุ่นจะมีความอดทนสูงและมักจะไม่พูดอะไรให้แสลงใจ จึงแสดงให้เห็นว่ามาบตาพุดเป็นเรื่องใหญ่และอยากให้เร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด
ท่านนายกฯ ได้ออกมารับรองว่า จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่นี่เป็นปีแล้วยังไม่มีความคืบหน้า โดยมีการตั้งกรรมการแล้วก็มาตั้งกรรมการอีก โดยไม่ทราบว่ากำหนดเวลาที่แน่นอนจะเป็นเมื่อไร นับว่าน่าสงสารนักลงทุนอย่างมาก โดยเฉพาะนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนการลงทุนในประเทศไทยนี้ถึง 60% ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งเป็นนักลงทุนชั้นดี โดยญี่ปุ่นยังต้องลงทุนในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมหาศาล
จากการค้นคว้าพบว่าในปีที่แล้วประเทศญี่ปุ่นมีการลงทุนโดยตรงในประเทศไทยถึง 1.235 ล้านล้านเยน (ประมาณ 4.6 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นปริมาณเกือบ 1 ใน 3 ของการลงทุนโดยตรงของญี่ปุ่นในกลุ่มประเทศอาเซียน แต่คิดเป็นสัดส่วนการลงทุนประมาณ 2.2% ของการลงทุนโดยตรงทั้งหมดของญี่ปุ่นทั่วโลก และเป็นที่ทราบกันดีว่านักลงทุนญี่ปุ่นอาจไม่สะดวกใจที่จะลงทุนในประเทศจีนนัก จากปัญหาทางการเมืองระหว่างกันในอดีต ประเทศไทยจึงเป็นประเทศหนึ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นอยากมาลงทุน เพราะนอกจากประเทศไทยมีภูมิประเทศที่เหมาะสมที่เอื้ออำนวยให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำของภูมิภาคนี้ได้แล้ว คนญี่ปุ่นยังมีความรู้สึกที่ดีกับคนไทย
ปัจจุบันหากเปรียบประเทศเป็นบริษัทแล้วจะเห็นได้ว่า บริษัทนี้คงมีปัญหาผู้บริหารที่ขาดประสบการณ์ผู้บริหาร ไม่ได้มีการดูแลลูกค้าชั้นดีเท่าที่ควร โดยปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรม หากวันใดนักลงทุนญี่ปุ่นถอดใจกับประเทศไทยการลงทุนในประเทศจะหดหายไปมาก การพัฒนาประเทศก็จะล่าช้าลง
จริงอยู่ว่าประเทศไทยในขณะนี้เปรียบได้กับบริษัทที่กำลังประสบปัญหาภายในหลายด้าน แต่หากเป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์จะต้องทราบดีว่า การดูแลลูกค้าชั้นดีเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เพราะเมื่อวันใดบริษัทสามารถแก้ไขปัญหาภายในได้ ลูกค้าก็ยังคงอยู่กับเรา ไม่ใช่พอแก้ปัญหาเสร็จลูกค้าหนีหมด เพราะไม่มีการดูแลลูกค้าที่ดี บริษัทก็เจ๊งอยู่ดีเพราะไม่มีลูกค้า จึงอยากฝากเตือนไปยังรัฐบาลให้เร่งแก้ปัญหา และให้ความสนใจนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนญี่ปุ่นก่อนที่จะสายเกินไป
ที่สำคัญที่สุดคือการที่ท่านอัครราชฑูตได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยอาจมีโอกาสที่จะสูญเสียความเป็นผู้นำในภูมิภาคไป และหากเป็นเช่นนั้นญี่ปุ่นคงผิดหวังมาก เพราะญี่ปุ่นต้องการเห็นประเทศไทยคงบทบาทความเป็นประเทศผู้นำในภูมิภาค และจะต้องเป็นผู้นำที่เข้มแข็งเช่นในอดีตที่ผ่านมาด้วย ซึ่งถ้าหากดูในขณะนี้โอกาสที่ประเทศไทยจะรักษาการเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ดูจะริบหรี่เหลือเกิน
ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลได้เร่งแก้ไขปัญหามาบตาพุดนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพราะเมื่อไรก็ตามที่นักลงทุนญี่ปุ่นย้ายออก ก็หมายถึงว่าจะไม่มีใครมาลงทุนกับเราแล้ว
เพราะเขาบอกชัดเจนว่าจะเป็นคนสุดท้ายที่จากไป







