
แก๊งลูกหนี้อาละวาด อ้าง คสช.ชักดาบนายทุน
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
ที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่ลูกหนี้นอกระบบซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ถูกแก๊งทวงหนี้รุมซ้อมเพราะไม่ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยมหาโหดตามกำหนดเวลา ล่าสุดมีแก๊งลูกหนี้แสบร่วมกันวางแผนทำเป็นขบวนการ ฉวยโอกาสอ้างนโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมหัวกันชักดาบนายทุน แพร่ระบาดในหลายจังหวัด สร้างความเดือดร้อนให้กับนายทุนกันถ้วนหน้า
ย้อนดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้จัดทำการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนปี 2558 เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ ค่าใช้จ่าย ภาวะหนี้สิน และทรัพย์สินของครัวเรือน ตลอดจนลักษณะที่อยู่อาศัย โดยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทุกเดือน (ม.ค.-ธ.ค. 2558) จากครัวเรือนตัวอย่างในทุกจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาล จำนวนครัวเรือนตัวอย่างประมาณ 5.2 หมื่นครัวเรือน
พบว่าหนี้สินของครัวเรือนปี 2558 จากครัวเรือนทั่วประเทศประมาณ 21 ล้านครัวเรือน พบว่าเป็นครัวเรือนที่มีหนี้สินประมาณ 10.4 ล้านครัวเรือน หรือร้อยละ 49.1 โดยมีจำนวนหนี้สินเฉลี่ย 156,770 บาท/ครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในครัวเรือน (ร้อยละ 75) ดังนี้ ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคร้อยละ 41.3 ใช้ในการซื้อบ้าน/ที่ดินร้อยละ 32.4 และใช้ในการศึกษาร้อยละ 1.3 สำหรับหนี้เพื่อใช้ในการลงทุนและอื่นๆ (ร้อยละ 25) พบว่าส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อใช้ทำการเกษตร (ร้อยละ 14.3) รองลงมา คือ ใช้ทำธุรกิจ (ร้อยละ 10.7)
นั่นคือตัวเลขทางสถิติแต่ในสถานการณ์จริงปัจจุบันมีครัวเรือนอีกเป็นจำนวนมากต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยมหาโหดขั้นต่ำร้อยละ 20/เดือน ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยมาตรฐาน โดยเงินกู้งวดแรกจะถูกหักดอกเบี้ยไว้ก่อน เช่น หากตกลงกู้ 1 หมื่นบาท จะได้รับเงินจากนายทุน 8,000 บาท จากนั้นก็จะต้องส่งดอกเบี้ยเดือนละ 2,000 บาท หากชำระเกินกว่า 2,000 บาท จึงจะไปหักเงินต้น แต่หากไม่มีเงินมาจ่ายเงินต้นก็จะต้องชำระดอกเบี้ยเดือนละ 2,000 บาทไปเรื่อยๆ ผิดนัดชำระเมื่อไรเป็นที่รู้กันว่าจะถูกแก๊งทวงหนี้โหดคุกคามทุกรูปแบบ
ล่าสุด ในพื้นที่ภาคกลางหลายจังหวัด นายทุนเงินกู้นอกระบบหลายคนกำลังประสบปัญหาแก๊งลูกหนี้แสบจะส่งนกต่อเข้ามาเจรจาขอกู้เงิน โดยตกลงจ่ายดอกเบี้ยในอัตราคุณธรรมนอกระบบคือร้อยละ 20/เดือน จากนั้นก็จะอาสาเป็นนายหน้าไปพาคนมากู้อีกเป็นจำนวนมาก พอนายทุนปล่อยเงินกู้ออกไปเดือนแรกก็จะได้รับดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา หลังจากนั้นบรรดาลูกหนี้ก็จะพร้อมใจกันชักดาบพร้อมกับท้าทายให้นายทุนส่งคนมาเก็บเงิน
จากนั้นไม่กี่อึดใจก็จะมีคนในขบวนการแก๊งลูกหนี้โทรมาหาเจ้าหนี้ ทำทีว่าเป็นนายทุนเงินกู้นอกระบบที่ถูกแก๊งลูกหนี้กลุ่มนี้หักหลังมาก่อน โดยลูกหนี้กลุ่มนี้ได้ไปร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม และศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล ว่านายทุนเงินกู้เป็นผู้มีอิทธิพล ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ พึ่งประกาศใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในการปราบปรามผู้มีอิทธิพล
ผู้ร่วมขบวนการแก๊งลูกหนี้จะอ้างด้วยว่า หากนายทุนเงินกู้นอกระบบส่งคนไปเก็บเงินกับลูกหนี้ก็จะถูกแอบบันทึกภาพและอัดคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อนำไปประกอบการร้องเรียน เมื่อมีชื่อเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลแล้วก็จะถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เข้ามาตรวจสอบและอายัดทรัพย์สิน เงินฝาก และสมบัติทั้งหมดที่มีมาก่อนก็จะถูกยึดทั้งหมด
แถมยังขู่ด้วยว่าถ้านำสัญญาเงินกู้ไปยื่นฟ้องศาลก็จะกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่าเป็นนายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งจะเข้าข่ายความผิดฐานเป็นผู้มีอิทธิพลทันที นายทุนเงินกู้บางรายถูกข่มขู่ด้วยว่าตอนนี้เรื่องอยู่ที่สถานีตำรวจแล้ว ทางที่ดีถ้าไม่อยากถูกแก๊งลูกหนี้กลุ่มนี้กล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพล จะต้องเดินทางไปที่สถานีตำรวจเพื่อทำบันทึกยินยอมยกหนี้ให้กับลูกหนี้ทั้งหมดปัญหาก็จะจบทันที
ขณะที่หัวหน้าแก๊งลูกหนี้ตัวแสบที่อาสาเป็นนายหน้านำเงินไปปล่อยต่อก็จะโทรมายั่วยวน เช่น ไม่มาทวงหนี้หรือ ตอนนี้ลูกหนี้คนนั้นอยู่ตรงนี้ คนนี้อยู่ตรงนั้น ถ้าไปไม่ถูกบอกนะจะพาไป หรือไม่ก็ทำเป็นบอกรายละเอียดกับเจ้าหนี้ว่าลูกหนี้คนนั้นคนนี้กำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน เหมือนหลอกล่อให้นายทุนออกไป ซึ่งก็จะไปสอดคล้องกับผู้ร่วมขบวนการที่ทำทีเป็นผู้หวังดีโทรมาเตือนว่าจะถูกแอบถ่ายรูป สุดท้ายนายทุนเงินกู้ก็ไม่กล้าไปติดตามทวงหนี้ แก๊งลูกหนี้แสบก็จะย้ายไปหานายทุนเงินกู้รายใหม่
ปัจจัยสำคัญที่เปิดช่องให้แก๊งลูกหนี้แสบอ้างคำสั่ง คสช. ชักดาบนายทุนได้ ก็คือความโลภของนายทุนที่เห็นแก่ดอกเบี้ยที่จะได้ตอบแทนอย่างเกินคุ้ม โดยไม่คิดว่าลูกหนี้จะมีการวางแผนย้อนเกล็ดแบบนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นนายทุนที่ไม่มีคนมีสีอยู่เบื้องหลัง เมื่อถูกข่มขู่ว่าจะถูกยึดทรัพย์ก็เกิดความหวาดกลัว สุดท้ายก็ต้องยอมสูญเงินก้อนไปเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้ลูกหนี้เดินลอยหน้าได้อย่างสบายใจ ตรงกันข้ามกับเจ้าหนี้กลับเป็นฝ่ายที่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดระแวง แค่ตำรวจขับรถผ่านหน้าบ้านหรือมีทหารมาตรวจพื้นที่ก็ต้องคอยนั่งปาดเหงื่อด้วยใจตุ๊มๆ ต้อมๆ
นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจากการสบช่องของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยอำนาจ คสช.มาเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน ซึ่งมองอีกแง่หนึ่งก็อาจจะรู้สึกสะใจที่นายทุนเงินกู้นอกระบบถูกลูกหนี้แสบดัดหลัง แต่นั่นเป็นการมองเพียงมิติเดียว เพราะสิ่งที่ถูกต้องก็คือใครเป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้ และหากมองให้รอบด้านการกระทำดังกล่าวไม่ต่างอะไรจากแก๊งต้มตุ๋น เพียงแต่เป็นการต้มตุ๋นคนที่จ้องจะเอาเปรียบสังคม ซึ่งสิ่งที่น่าห่วงก็คือนายทุนคงไม่ยอมสูญเงินฟรีๆ แน่ และหากเกิดพฤติกรรมการเลียนแบบแก๊งลูกหนี้แสบขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ อีกไม่นาน คสช.คงต้องไล่ตามแก้ปัญหาใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว







