
วิกฤตแม่ชายแดนใต้
ผลการศึกษาโครงการวิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหางานอนามัยแม่และเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ศรีวิภา เลี้ยงพันธุ์สกุล และคณะ เขตบริการสุขภาพที่ 12 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน ระบุว่า สถานการณ์งานอนามัยแม่และเด็กในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีความน่าเป็นห่วงเข้าขั้นวิกฤต
ผลการศึกษาโครงการวิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในการแก้ไขปัญหางานอนามัยแม่และเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ศรีวิภา เลี้ยงพันธุ์สกุล และคณะ เขตบริการสุขภาพที่ 12 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งมีสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน ระบุว่า สถานการณ์งานอนามัยแม่และเด็กในเขตพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีความน่าเป็นห่วงเข้าขั้นวิกฤต
เหตุเพราะอัตราส่วนการตายของมารดาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส คิดเป็น 82.81% 67.43% และ 63.93% ต่อแสนคนในการเกิดมีชีวิต ตามลำดับ ทั้งที่เกณฑ์มาตรฐานไม่ควรเกิน 5% ต่อแสนคนในการเกิดมีชีวิต
นอกจากนี้ ยังพบปัญหามารดาขาดสารอาหารและมีภาวะซีดในขณะตั้งครรภ์ โดยในปี 2556 ภาพรวมของประเทศ พบว่ามารดาที่มีภาวะโลหิตจางในขณะตั้งครรภ์คิดเป็น 17.1% พบสูงสุดที่ จ.ปัตตานี ถึง 18.4% รองลงมาคือ นราธิวาส 17.2% และยะลา 16.1% ตามลำดับ โดยเป้าหมายกำหนดไม่ควรเกิน 10%
สถิติข้างต้นส่งผลต่อทารกแรกคลอด อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดและคลอดมาแล้วน้ำหนักน้อย ส่วนสถานการณ์ทารกแรกคลอดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่ายังมีทารกจำนวนมากที่มีน้ำหนักแรกคลอดต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างมาก
จากการศึกษาข้อมูลโดยละเอียดพบว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความสำเร็จในงานอนามัยแม่และเด็กที่สำคัญ 3 ประเด็นหลักๆ คือ 1.กำลังคน ผู้ปฏิบัติงานอนามัยแม่และเด็กมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันค่อนข้างบ่อย ทั้งที่เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะและประสบการณ์ค่อนข้างสูง 2.ความเชื่อ ที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตและการตัดสินใจ เช่น เชื่อว่าหญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานอาหารมาก และไม่ควรทานยาบำรุง เชื่อและให้คุณค่ากับการกำเนิดบุตร และเชื่อว่าการตายเป็นเรื่องของธรรมชาติ 3.โต๊ะบีแด (หมอตำแย) ซึ่งดูแลหญิงตั้งครรภ์ด้วยการผสมผสานหลักศาสนาทำให้หญิงตั้งครรภ์อุ่นใจที่มารับบริการมากกว่าพบแพทย์
งานวิจัยสะท้อนว่า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ต้องทำงานร่วมกับโต๊ะบีแดที่เป็นผู้นำความเชื่อและศรัทธาของพี่น้องคนไทยมุสลิม ควรผสานความรู้ทางด้านสาธารณสุขกับต้นทุนทางสังคม ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อ วัฒนธรรม ศาสนา วิถีชีวิต ฯลฯ เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาวะด้านต่างๆ ให้กับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่สำคัญคือต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทของพื้นที่







