
ถนนของทุกคน
เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับประกาศข้อบังคับ
โดย...ณศักต์ อัจจิมาธร
เป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับประกาศข้อบังคับของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลที่ห้ามจักรยานยนต์วิ่งบนสะพานข้ามแยก 39 สะพาน และลงอุโมงค์ทางลอดทั่วกรุงเทพฯ 6 แห่ง
เจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลว่าสะพานและอุโมงค์ไม่ได้จัดช่องจราจรไว้ให้สำหรับจักรยานยนต์ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
สังคมออนไลน์ถกเถียงประเด็นนี้กันอย่างเผ็ดร้อน คนใช้รถยนต์จำนวนหนึ่งบอกว่าจักรยานยนต์ไม่ควรขึ้นสะพานเพราะความเร็วต่ำ และกีดขวางการจราจร ขณะที่คนใช้จักรยานยนต์ก็ตั้งคำถามว่าทำไมพวกเขาถึงเป็นพลเมืองชั้นสองที่ถูกห้ามวิ่งขึ้นสะพานหรือลงอุโมงค์ ทั้งที่ในความเป็นจริงยังเหลือพื้นที่บนถนนให้พวกเขาวิ่งได้ แม้จะมีรถยนต์ติดขัดอยู่เต็มก็ตาม
น่าสนใจว่า ความคิดเห็นจำนวนไม่น้อยมองว่า ถนนถูกสร้างมาให้รถยนต์ใช้เป็นหลัก ขณะที่ยานพาหนะประเภทอื่นกลับเป็นผู้ “อาศัยใช้” ถนน ฉะนั้นการห้ามไม่ให้ยานพาหนะที่นอกเหนือจากรถยนต์วิ่งในบางเส้นทางเพื่อป้องกันไม่ให้ยานพาหนะเหล่านั้นสร้าง “ความเสี่ยง” ในการเกิดอุบัติเหตุให้กับรถยนต์
จริงอยู่ที่ถนนถูกสร้างมาให้รถยนต์วิ่ง แต่นั่นเป็นเรื่องโบราณเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันโดยเฉพาะในเมืองใหญ่ผู้คนจำนวนมากได้หันไปใช้ยานพาหนะขนาดเล็กไม่ว่าจะเป็นจักรยานยนต์ จักรยาน ในการสัญจรแทนรถยนต์ เพราะช่วยประหยัดเวลาเดินทางได้มากกว่ารถยนต์หลายเท่าเพราะสามารถซอกแซกฝ่าการจราจรติดขัดได้อย่างสะดวก
คำถามคือเมื่อการใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เคยตั้งไว้เมื่อในอดีตก็ควรถึงเวลาปรับปรุงให้มีความเหมาะสมมากขึ้นใช่หรือไม่
การห้ามจักรยานยนต์ใช้สะพานและอุโมงค์จึงไม่ควรเป็นแค่การห้าม แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงทั้งสะพานและอุโมงค์ให้ยานพาหนะทุกประเภทสามารถใช้งานร่วมกันได้
การห้ามควรเป็นแค่การป้องกันอุบัติเหตุชั่วคราว ในขณะที่มีการปรับปรุงเส้นทางให้รองรับจักรยานยนต์หรือจักรยาน ไม่ใช่ว่าเกิดความเสี่ยงเรื่องอุบัติเหตุแล้วก็ประกาศห้ามใช้ แต่ไม่พัฒนาต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้ถนนเป็นพื้นที่ให้ยานพาหนะทุกชนิดสามารถใช้ร่วมกันได้
นอกจากนี้ ในระหว่างที่ห้ามนั้นก็ควรมีแผนรองรับเพื่อลดความเดือดร้อนให้กับคนที่ถูกห้าม เพราะสะพานและอุโมงค์ที่ถูกห้ามใช้บางจุดนั้น เมื่อห้ามแล้ว จักรยานยนต์อาจต้องใช้เส้นทางอ้อมหลายกิโลเมตรเพื่อไปถึงจุดหมาย หรือไม่ก็ต้องเสียเวลาต่อคิวข้ามเรือ
บอกตามตรงว่ารู้สึกขัดใจเป็นอย่างยิ่งเมื่อเห็นป้ายแสดงช่องจราจรบนสะพานที่ถูกทาสีทับภาพจักรยานยนต์ในเลนซ้ายสุดหลังจากมีข้อบังคับห้ามใช้สะพานออกมา เพราะเดิมสะพานบางแห่งมีช่องจราจรสำหรับจักรยานยนต์อยู่แล้ว แต่เมื่อมีข้อบังคับออกมาก็ต้องทาสีทับเพื่อให้ตรงกับข้อบังคับ เห็นป้ายแล้วก็รู้สึกขำปนเศร้ากับวิธีแก้ปัญหา
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ออนไลน์ว่า ในจำนวนรถจดทะเบียนทั้งหมดในประเทศไทยจำนวน 35 ล้านคัน เป็นจักรยานยนต์ถึง 19 ล้านคัน ซึ่งสะท้อนว่าจักรยานยนต์เป็นรถที่มีผู้ใช้เป็นสัดส่วนใหญ่ในไทย ซึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนผู้ใช้จักรยานยนต์สูงนั้น จะมีการออกแบบเส้นทางให้จักรยานยนต์สามารถใช้งานร่วมกับรถยนต์ได้อย่างปลอดภัย อาทิ เวียดนาม ภายในอุโมงค์จะมีช่องทางเฉพาะสำหรับจักรยานยนต์ หรือในไต้หวันและมาเลเซียก็จะมีเลนเฉพาะสำหรับจักรยานยนต์
เขาเสนอทางออกที่น่าสนใจ 3 ข้อ ในการบริหารจัดการการจราจรเพื่อให้ยานพาหนะทุกชนิดสามารถใช้ถนนร่วมกันได้
1.ควบคุมความเร็วของรถยนต์อย่างจริงจัง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะบนสะพานและอุโมงค์ 2.ปรับเส้นจราจรใหม่ เพิ่มช่องทางให้จักรยานยนต์ 3.กำหนดช่วงเวลาแชร์พื้นที่จราจร
ผมขอร่วมเสนออีกข้อ นั่นคือการกวดขันเอาจริงกับการจอดรถในที่ห้ามจอดริมถนน เพราะทำให้เสียช่องจราจรไปอย่างเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะไบค์เลนที่หลายพื้นที่ทำไว้ แต่กลับเป็นที่จอดรถให้กับใครหลายคน
ถนนควรเป็นสถานที่ที่ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เป็นถนนสำหรับยานพาหนะประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่การบริหารจัดการที่ดีโดยผู้มีหน้าที่ดูแล เพื่อให้ยานพาหนะทุกประเภทสามารถใช้ถนนร่วมกันได้อย่างปลอดภัย







