
สงกรานต์สะพัด1.24แสนล้าน
หอการค้าไทย คาดสงกรานต์หยุดยาว สะพัด 1.24 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ระบุหากไม่เจอแล้ง โต 5-7%
หอการค้าไทย คาดสงกรานต์หยุดยาว สะพัด 1.24 แสนล้านบาท สูงสุดรอบ 10 ปี ระบุหากไม่เจอแล้ง โต 5-7%
นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงสงกรานต์ ปี 2559 คาดว่า จะมีเม็ดเงินสะพัด 1.24 แสนล้านบาท ขยายตัว 4.51% จากปีก่อนที่มีเม็ดเงินอยู่ที่ 1.19 แสนล้านบาท ถือเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ทำการสำรวจมาและขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 ที่ขยายตัวแค่ 2.36%
ทั้งนี้ ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาก่อนหน้านี้ รวมถึงมาตรการช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษีช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ เมื่อคำนวณจากจำนวนผู้ยื่นภาษีทั้งหมดในปี 2557 จำนวน 10.11 ล้านคน คาดว่าจะมีมูลค่าการใช้จ่ายประมาณ 1.5-2.5 หมื่นล้านบาท โดยที่ภาครัฐจะเสียรายได้จากการลดหย่อนภาษี 3,500-4,500 ล้านบาท
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ธุรกิจและเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า เม็ดเงินที่คาดว่าจะสะพัดในช่วงสงกรานต์ปีนี้ที่ออกมาสูงสุดในรอบ 10 ปีนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการที่เป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาว จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ใช้โอกาสนี้ในการเดินทางท่องเที่ยว ทำบุญ กลับบ้าน และสังสรรค์เพื่อคลายเครียดจากความกังวลสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ทั้งกองทุนหมู่บ้านและมาตรการใหม่ที่ออกมาด้วยการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์นั้น เป็นอานิสงส์ที่กระตุ้นให้ประชาชนกล้าตัดสินใจจับจ่ายใช้สอย คาดว่ามูลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น 1.5-2.5 หมื่นล้านบาทนั้น จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมให้ขยับเพิ่มขึ้นมาได้อย่างน้อย 0.05% ของจีดีพีประเทศ
“บรรยากาศสงกรานต์ปีนี้น่าจะคึกคักที่สุดในรอบ 3 ปี แต่โดยภาพรวมประชาชนก็ยังมีการระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่ เนื่องจากส่วนใหญ่มองว่าราคาสินค้ามีการปรับตัวแพงขึ้น อีกทั้งปัจจัยเชิงลบจากปัญหาภัยแล้งก็เป็นตัวฉุด หากปีนี้ไม่มีปัญหาภัยแล้ง เชื่อว่าอัตราการขยายตัวของเม็ดเงินการใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ปีนี้น่าจะขยายตัวได้ถึง 5-7%” นายธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจที่มาของเงินที่ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่า มีการนำเงินออมออกมาใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น โดยมีสัดส่วนถึง 34.4% นำเงินโบนัสหรือรายได้พิเศษออกมาใช้ 20% เงินกู้ 9.2% เงินช่วยเหลือจากรัฐบาล (กองทุนหมู่บ้าน) 2.4% ขณะที่เงินเดือนหรือรายได้ปกติ มีสัดส่วนอยู่ที่ 34% เท่านั้น







