"จตุพร" กังขาร่างรธน.เอื้อประโยชน์ใครบางคนหรือไม่
ประธาน นปช.ตั้งคำถามร่างรธน.เอื้อประโยชน์ให้ใครบางคนหรือไม่ ระบุคุณสมบัติข้อห้ามผู้สมัคร ส.ส. ม.98 (8)ทำไมตัดข้อความ "เคยถูกไล่ออก ปลดออก"
ประธาน นปช.ตั้งคำถามร่างรธน.เอื้อประโยชน์ให้ใครบางคนหรือไม่ ระบุคุณสมบัติข้อห้ามผู้สมัคร ส.ส. ม.98 (8)ทำไมตัดข้อความ "เคยถูกไล่ออก ปลดออก"
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวผ่านรายการมองไกล เมื่อ 7 เม.ย.ว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ควรชี้แจงการเขียนร่างรัฐธรรมนูญใน ม.98 (8) ได้ทำให้บางคนในบางพรรคการเมืองได้ประโยชน์หรือไม่ ดังนั้น ย่อมกระจ่างชัดในจุดยืนของบางพรรคว่า ในที่สุดแล้วต้องมีมติให้รับร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม นายจตุพร กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ ควรบอกความชัดเจนกับประชาชนว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่รับ ส่วน นปช. และพรรคเพื่อไทยประกาศชัดแล้วว่า ไม่รับ รวมทั้งการประกาศจุดยืนทำประชามติว่า รับ หรือไม่รับนั้น ไม่เป็นการผิดกฎหมายใด
พรรคประชาธิปัตย์ และทุกฝ่ายในบ้านเมืองนี้ ย่อมรู้ดีว่า หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว ต้องรออีกเกือบปีจึงจะมีการเลือกตั้ง ส่วนระหว่างทางไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศจะดีกว่าปัจจุบันอย่างไรบ้าง จึงเป็นปัญหาต้องคิดให้มาก
นายจตุพร กล่าวว่า ตนไม่มีทางบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) บางคนแสดงความวิตก เพราะที่ผ่านมา ได้ต่อสู้กับเนื้อหารัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว โดยเฉพาะการเปิดประตูให้เกิดนายกรัฐมนตรีคนนอก รวมทั้งการตั้งคำถามพ่วงประชามติ แสดงได้ชัดเจนว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน ก็ได้สิ่งที่พ่วง คือ เสนอให้ ส.ว. 250 คน เลือกนายกรัฐมนตรี หรือลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ด้วย
ถึงที่สุดแล้ว เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นฝ่ายแต่งตั้ง ส.ว. จึงได้เสียง 250 คน ไว้ในมือแล้ว ถ้าประชามติผ่าน ย่อมได้สิ่งที่พ่วงไปอีก ดังนั้น ตนจึงไม่ต้องการให้ประเทศเลือกตั้งเพียงสนองตัณหา โดยไม่มองถึงอนาคตบ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้นตามมา
นายจตุพร เชื่อว่า ภายใต้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเช่นนี้ ย่อมทำให้เห็นเส้นทางในอนาคตอยู่แล้วว่า การเปิดประตูให้นายกรัฐมนตรีคนนอก จะมีปลายทางนำไปสู่ความตาย ความหายนะของประเทศชาติ และประชาชน ดังนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ต้องมาพะวงหลังกับพวกตน เพราะพวกตนชัดเจน ไม่กั๊ก ไม่เล่นสองหน้า อีกทั้งไม่เคยเรียกร้องให้ คสช.ลาออก เพราะไม่รู้ต้องไปลาออกกับใคร แต่ในความเป็นไปได้ขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์ควรพูดความจริงกับประชาชน หากประชาชนเห็นด้วยก็ไปโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่เห็นด้วยก็โหวตไม่รับ ซึ่งไม่ใช่สิ่งสลับซับซ้อน ถึงขั้นต้องระวังหลังอะไรเลย
นอกจากนี้ ในบรรยากาศบ้านเมืองกำลังทำประชามติ โดยมีข้อห้ามมากมายกับฝ่ายไม่รับร่างบรัฐธรรมนูญ แล้วยังอ้างว่า บิดเบือน ก้าวร้าว เนื่องจากไม่สามารถหักล้างได้ จึงไม่กล้าสู้หน้าแม้กระทั่งเด็ก จนต้องกล่าวหามีการหนุนหลัง แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยได้ให้คำตอบกับเหตุการณ์ในแต่ละกรณีไว้มากมายแล้วว่า รัฐธรรมนูญแบบไหนจะเกิดอะไรขึ้น นักเรียน นักศึกษาอ่านได้ คิดเข้าใจได้ ไม่ต้องให้ใครมาสอนเลย
นายจตุพร กล่าวว่า ข้อห้ามบุคคลไม่ให้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ของร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. นั้น กำหนดไว้ใน ม.98 หากนำไปเปรียบเทียบกับ ม.102 (6) ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดข้อห้ามว่า เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริต หรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
ส่วนใน ม.98 (8) ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยนั้น มีถ้อยคำว่า เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ ดังนั้น ร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัยจึงแตกต่างจาก ม.102 (6) ในส่วนที่ไม่มีถ้อยคำ "เคยถูกไล่ออก ปลดออก" จึงสงสัยว่า ตัดออกทำไม ซึ่งนายมีชัยต้องอธิบายให้ชัดเจน
"ใครได้ประโยชน์จากมาตรานี่ (ม.98 (8)) ใครถูกคำสั่งให้ไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหน่วยงานรัฐครับ ดังนั้น จึงจะให้มีการตีความ ซึ่งนายมีชัยเคยพูดล่วงหน้าแล้วว่า ไม่ผิด เพราะสิ่งที่แตกต่างกัน คือ นายมีชัยตัดถ้อยคำว่า ถูกไล่ออก ปลดออกราชราชการของรัฐธรรมนูญปี 2550 แล้วมาเขียนใหม่ให้เหลือเพียง เคยสั่งให้พ้นจากราชการ เพราะกรณีปัญหานี้จะเกิดการเปิดช่องให้ต่อสู้ว่าลาออกมาก่อนแล้ว เพราะต้องการเลี่ยงว่า เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้พ้นจากราชการ ใครได้ประโยชน์ครับ ม.98 ช่วยใคร เพราะ ม.102 เขียนไว้ชัด แต่นายมีชัยมาเปลี่ยนถ้อยความใหม่ และเคยพูดล่วงหน้าก่อนเขียนรัฐธรรมนูญเสร็จ เท่านี้ยังไม่ชัดอีกหรือครับ ไม่ต้องกังวลผม สบายแล้ว และไม่ต้องวิตกว่า แล้วไม่ต้องคิดว่า ผลจะตัดสินใจกันอย่างไร"
นายจตุพร กล่าวว่า การอ้างการตัดสินใจในร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องระวังหลังนั้น ไม่ต้องระวังพรรคเพื่อไทย และ นปช. เนื่องจากไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่มีคนได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัย ถ้าไปดูคำสั่งของ อดีต รมว.กลาโหม ลงนามโดย พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ว่ามีเนื้อหาอย่างไร แล้วนายมีชัยมาเขียนในมาตรา 98 โดยเอาถ้อยไล่ออก ปลดออก ใน ม.102 (6 ) ออกไป แล้วยังพูดล่วงหน้าอีก จึงไม่ต้องแปลเป็นอื่นอีกแล้ว ซึ่งชัดยิ่งกว่าชัด และเป็นคำตอบสุดท้าย
การพรรคประชาธิปัตย์ไม่กล้าแสดงจุดยืนนั้นเป็นคำตอบได้ชัดเจนแล้ว เพราะการรับหรือไม่รับนั้น ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน การลงประชามติทีสองทางเลือกเท่านั้น คือ รับ หรือไม่รับ ตนจึงเชื่อว่า ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร เมื่อเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ม.98 (8) เป็นเช่นนี้ ดังนั้น ตนจึงต้องนำม.98 มาอธิบายให้ฟังว่า ใครจะได้ประโยชน์
นายจตุพร กล่าวว่า การทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัยในอนาคตจึงสามารถประเมินกันได้ แต่ฝ่ายไม่รับกลับไม่มีพื้นที่แสดงออก นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุถึงฝ่ายคว่ำทุ่มงบประมาณออกเสียงคว่ำ ตนมองว่าเป็นเรื่องยาก เพราะแค่มีขันแดง ยังแจกไม่ได้เลย แล้วจะไปแจกเงินได้อย่างไงกัน







