
สถานการณ์การเมือง ก่อนและหลังลงประชามติ
ประเด็น “การเลือกตั้งปี 2560” ถูกจุดพลุโดยหัวหน้า คสช.มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งคนเชื่อบ้าง และยังไม่ไว้วางใจบ้าง
ประเด็น “การเลือกตั้งปี 2560” ถูกจุดพลุโดยหัวหน้า คสช.มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งคนเชื่อบ้าง และยังไม่ไว้วางใจบ้าง
กระแสคัดค้านและเสียงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ “เวอร์ชั่นมีชัย” ที่สลับกันออกมาเป็นระลอกๆ จึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวก่อนถึงวันลงประชามติ ซึ่งกำหนดเบื้องต้นไว้ในช่วงวันที่ 7 ส.ค. 2559
หาก คสช.ตั้งใจจะให้มีการเลือกตั้งขึ้นตามกำหนดจริงๆ การคัดค้านคว่ำร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่ใช่สาระสำคัญใดๆ ในเวลานี้ เพราะอย่างน้อยหัวหน้า คสช.ก็ออกคำสั่งที่ 13/2559 มากำราบการเคลื่อนไหวใดๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ ฉะนั้นใครขวางการดำเนินนโยบายของรัฐก็จะถูกกำจัดด้วยการจับกุมคุมขังได้ทุกเมื่อ
ขณะเดียวกัน หลังจากนี้ กกต.จะออกกฎหมายการจัดทำประชามติมาบังคับใช้อีก ซึ่งจะมีการบัญญัติไว้ชัดว่าหากมีการขัดขวางการลงประชามติมีโทษอย่างไรบ้าง
การคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญของบรรดาพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จึงไม่ใช่ประเด็นอ่อนไหวของ คสช. เพราะการชูประเด็น “การปราบคนโกง” ซึ่งเป็นไฮไลต์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้สามารถขยายผลผ่านกุศโลบายที่ว่า “ถ้าใครคัดค้านรัฐธรรมนูญแสดงว่าเห็นด้วยกับคอร์รัปชั่น” โน้มนำให้เชื่อได้ว่า ถ้าใครไปโหวตคว่ำรัฐธรรมนูญเท่ากับยอมรับคนโกง...ซึ่งก็มีเสียงตอบรับอยู่ไม่น้อย
ปัญหามีอยู่เพียงว่า คำถามพ่วงที่ สนช.จะเคาะในวันที่ 7 เม.ย.นี้ จะเป็นคำถามใด ระหว่างเปิดทางให้ สว.มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯ ได้ หรืออาจจะมีคำถามสอดไส้ให้ สว.อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ด้วย
สองคำถามนี้มีความสำคัญ เพราะจะเชื่อมโยงกับ สว.สรรหา ซึ่งจะมาจากการสรรหาของ คสช.ทั้ง 250 คน และหนึ่งในคำถามพ่วงนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการซ่อนรูปของ คสช.ในระยะเปลี่ยนผ่านในวันหน้าอย่างราบรื่น และตรงความต้องการ “การอยู่ยาว” มากที่สุด
กรณีคำถามพ่วงจึงมีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการลงคะแนนประชามติ เพราะหากคำถามมีการชี้นำ อาจทำให้ผู้ใช้สิทธิไขว้เขวได้ และอาจเป็นปัจจัยทำให้ประชามติผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็นได้
อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจของสถานการณ์การเมืองขณะนี้น่าจะอยู่ที่ “หลังประชามติ” มากกว่า เพราะหากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติก็เป็นไปได้สูงที่จะเกิดการเลือกตั้งขึ้นในปี 2560 ตามที่ คสช.วางไว้ มองในเชิงวิเคราะห์ เราจะได้ “รัฐบาลชุดใหม่” มาจากการเลือกตั้ง โดยการกำกับของ คสช. และมี สว.คอยควบคุมความประพฤติ ซึ่งต้องรอดูว่าจะควบคุมตั้งแต่การโหวตเลือกนายกฯ หรือการมีสิทธิอภิปรายไม่ไว้วางใจ
หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ได้ย้ำชัดแล้วว่า ถึงประชามติไม่ผ่านก็จะให้มีการเลือกตั้งในปี 2560
นั่นเท่ากับว่า ไม่ว่ารัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่านประชามติก็จะมีการเลือกตั้งขึ้นแน่ๆ เพียงแต่ระยะเวลาอาจจะเหลื่อมกันอยู่บ้าง ระหว่างจัดให้มีการเลือกตั้งกลางปี 2560 หรืออย่างช้าอาจจะลากไปถึงช่วงต้นปี 2561
มีคำถามอย่างน้อย 2-3 คำถามที่ควรหาคำตอบด้วยว่า เรื่องแรกก็คือ คสช.จะทำอย่างไรให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ในเมื่อฝ่ายต้านหลักจากพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงซึ่งเป็นเสียงข้างมากก่อนหน้านี้ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
อาจไม่มีคำตอบชัดๆ และคงเป็นหน้าที่ของ คสช.ในการโน้มน้าวให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเชื่อไปในทางที่ฝ่ายรัฐต้องการ ซึ่งก็มีความสุ่มเสี่ยงต่อข้อเคลือบแคลงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน หากคะแนนประชามติออกมาชนิด คสช.ชนะถล่มทลาย
คำถามต่อมา ทำไม คสช.ถึงอยากให้เลือกตั้งเร็วๆ ทั้งๆ ที่แฟนคลับอยากให้อยู่ยาวสัก 10-15 ปี คำตอบก็ว่า การไปทำมาค้าขายกับใครในเวลานี้มีแต่ถูกชาติประชาธิปไตยกดดัน บางประเทศแซงก์ชั่นสารพัดวิธี อุปสรรคนี้จึงเป็นความลำบากใจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากพายุเศรษฐกิจขาลงที่โหมจากภายนอกกระหน่ำปัญหาปากท้องภายในอย่างไม่ลดละ
ทางเลือกที่พอมีและน่าจะเป็นทางออกหนึ่งก็คือ ให้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาทำหน้าที่บริหารประเทศในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมี “กองกำลังรักษาความสงบ” คอยกำกับดูแลอยู่ใกล้ๆ แนวทางนี้อาจจะเหนื่อยน้อยกว่า ถ้ารัฐบาลแตกแถวเมื่อใดก็ค่อยใช้ สว.ในมือคอยหวดก้น
ประเด็นที่ยังไม่เกิดมีอีกอย่างน้อย 2 ประการ นั่นคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างพรรคเบอร์หนึ่งกับพรรคเบอร์สองอย่างกลมกลืน กลายเป็นการกินรวบ ประการ
ต่อมา การเลือกตั้งปี 2560 อาจเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่เลื่อนลอย







