
พระ-ครู-วัด-โรงเรียน
ในที่สุดก็เลิกพูดเรื่องการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง ตรงตามเจตนารมณ์
โดย...ส.คลองเตย
ในที่สุดก็เลิกพูดเรื่องการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ว่าอย่างไรจึงจะถูกต้อง ตรงตามเจตนารมณ์แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ที่ให้การแต่งตั้งเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ คือ มหาเถรสมาคม และเป็นเรื่องพระราชอำนาจ แต่ต้องมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และสนองพระบรมราชโองการ อันเป็นหลักแห่งพระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำผิดกฎหมาย (The king no wrong)
การเงียบไปพร้อมกับข่าวมีการหักหัวคิวงานก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ 7 มหาราชที่อุทยานราชภักดิ์ ที่หักหัวคิวโดยเอกชนกับเอกชน เลยไม่ผิดกฎหมาย (จากถ้อยแถลงของเลขาฯ ป.ท.ท.) อาจเป็นการชี้โพรงให้กระรอกว่า ต่อไปนี้ให้เอกชนเป็นคนออกหน้าให้งาน และหักหัวคิวจากผู้รับเหมาแทนรัฐมนตรีหรืออธิบดี และถ้าเข้าตาจนเมื่อไร ก็บริจาคเงินที่หักหัวคิวให้วัด หรือมูลนิธิเสีย เรื่องก็จบ สบายตัว
เรื่องการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ถึงเวลาผู้คนเลิกติดตามข่าว แต่ในทางปฏิบัติ ก็คงให้สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชไปเรื่อยๆ จนกว่าท่านจะขาดคุณสมบัติ ตามที่มีความพยายามของกลุ่มคัดค้าน ซึ่งมีมากมายหลายกลุ่ม (แต่ไม่ได้หมายความว่าหลายคนนะ) หรือท่านสิ้นสภาพไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บจึงจะสามารถเสนอชื่อพระรูปอื่นเป็นสมเด็จพระสังฆราชได้ มิเช่นนั้นคงยากที่มหาเถรสมาคมจะเสนอพระรูปอื่นได้ ตราบใดที่กฎหมายบัญญัติให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเป็นผู้เลือกพระสงฆ์ผู้ทรงมีสมณศักดิ์สูงสุดให้นายกฯ นำขึ้นกราบบังคมทูลทรงแต่งตั้ง ส่วนจะหวังให้รัฐบาลนี้เสนอตามมติมหาเถรสมาคมคงยาก คณะศิษยานุศิษย์ทั้งหลายของสมเด็จวัดปากน้ำ จึงพึงดูแลหลวงพ่อสมเด็จให้ดี และภาวนาให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว
ส่วนเรื่องครูนั้นเวลานี้ก็ฮิตติดตลาดยิ่งนัก กับการใช้มาตรา 44 เพื่อให้ครูมีบทบาทเน้นหนักคือ อบรมสั่งสอนเด็ก ให้มีความรู้คู่คุณธรรม ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะที่เป็นอยู่การศึกษาบ้านเราตามหลังทั้งเวียดนาม ลาว กัมพูชา แล้ว ด้วยคุณภาพครูแย่ลงในความรู้สึกของชาวบ้าน
หลายคนเลยโทษว่า คุณภาพครูแย่ เพราะคนเก่งคนฉลาดไม่เลือกเรียนครู ผิดกับยุคเก่าคนที่สอบได้ที่ 1 ของจังหวัด ของอำเภอ ถึงจะได้ทุนมาเรียนครู แต่มาสมัยนี้เกือบทั้งหมด คนเรียนครูเพราะสอบเข้าเรียนแพทย์ วิศวะ วิทยาศาสตร์ อักษรศาสตร์ไม่ได้ ซ้ำพวกเรียนคณะที่คะแนนสูงๆ ก็เป็นครูไม่ได้ เด็กเลยได้ความรู้แบบกะพร่องกะแพร่ง
ครั้นเมื่อเด็กเติบใหญ่ จะให้เป็นเด็กดีก็ยากเต็มที เพราะครูเองก็มัวแต่หาเงินใช้หนี้ ซื้อรถซื้อบ้าน ครั้นจะพึ่งสิ่งแวดล้อมในวิชาเรียน วิชาหน้าที่พลเมือง และศีลธรรมก็หาไม่เจอในหลักสูตร จะพึ่งสภาพแวดล้อมครูก็พาโรงเรียนออกจากวัดเสียเกือบหมด แม้แต่ชื่อโรงเรียนที่มีวัดอยู่ในชื่อยังรังเกียจ ตัดออกเกือบทุกโรงเรียน พระเณรที่เคยช่วยดูแลอบรม ก็เลยห่างออกๆ จนต้องมารื้อฟื้นกันภายหลัง
ครั้นจะเฆี่ยนตีตามสุภาษิต รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ก็ผิดกฎหมาย ผู้อำนวยการโรงเรียนพูดเกินเวลายังต้องไหว้ขอโทษลูกศิษย์ ก็เกิดขึ้นแล้ว ครั้นจะให้เด็กนักเรียนไปวัดเพื่อเรียนรู้การฝึกหัดตนเองให้เป็นพุทธมามกะที่ดี หรือไปโบสถ์ มัสยิดตามความเชื่อ ก็คงยากหรือแทบไม่มีเลย
ส่วนที่พอพึ่งได้ในเวลานี้ ก็เห็นแต่ตอนปิดเทอมใหญ่เล็ก จะมีกิจกรรมที่ดี คือ การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน ทำกันเฉพาะบางโรงเรียน ไม่ใช่เป็นเรื่องเชิงนโยบายต้องปฏิบัติ แต่ก็ยังถือเป็นกิจกรรมสร้างคนดีให้สังคม เพราะการบวชสามเณรภาคฤดูร้อน แม้จะใช้เวลา 15 วัน หรือ 7 วัน ถึงหลักสูตรการอบรมจะไม่ชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ทำให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ธรรมเนียมวัด อันจะช่วยฝึกกายฝึกใจให้เป็นระเบียบ มีสมาธิ
เด็กได้เรียนรู้ธรรมะเพื่อเป็นคนดี พ่อแม่มีความสุขที่ได้เห็นลูกบวช และคงทำให้พ่อแม่เข้าวัดเพิ่มมากขึ้นเพื่อเยี่ยมลูก ส่วนเด็กจะซาบซึ้งในธรรมะในการปฏิบัติหรือไม่ อยู่ที่การอบรมสั่งสอน สิ่งสำคัญพ่อแม่ผู้ปกครองต้องไม่ย่อท้อ ในการต่อยอดพาลูกไปวัดทำบุญปฏิบัติธรรมให้เป็นประจำ อย่าปล่อยให้เป็นแค่เทศเทศกาลบวชสามเณรภาคฤดูร้อนเท่านั้น
สิ่งสำคัญเวลาลูกดูข่าว พ่อแม่ควรดูด้วยแล้วชี้แนะให้ลูกเข้าใจ ไม่เช่นนั้นลูกอาจเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นคนชั่วเป็นคนดี...แล้วจะมาเสียใจในภายหลัง







