
3อดีตตร.ทำร้ายนศ.แจงถูกปาดหน้าก่อน-ไม่ตั้งใจยิงให้ถูกคน
3 อดีตตำรวจทำร้ายนักศึกษาตั้งโต๊ะแจง อ้างถูกขับปาดหน้าแล้วหนีจึงไล่ตาม ลั่นไม่ได้พยายามฆ่า-ใช้ปืนยิงใส่ล้อเพื่อหยุดรถตามยุทธวิธี
3 อดีตตำรวจทำร้ายนักศึกษาตั้งโต๊ะแจง อ้างถูกขับปาดหน้าแล้วหนีจึงไล่ตาม ลั่นไม่ได้พยายามฆ่า-ใช้ปืนยิงใส่ล้อเพื่อหยุดรถตามยุทธวิธี
เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 3 อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบด้วย ส.ต.อ.สุบิน นุชขำ อดีต ผบ.หมู่ กก.สส.ภ.จว พิษณุโลก, ร.ต.ท.ธนาคาร ชัยพิพัฒน์ อดีตเจ้าหน้าที่สังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.พิษณุโลก และ ร.ต.อ.วุฒิภัทร บัวอุไร อดีจเจ้าหน้าที่ สังกัดกลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.พิษณุโลก ผู้ต้องหาคดีรุมทำร้ายร่างกาย 5 นักศึกษา และใช้อาวุธปืนยิงใส่รถ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วย นายชาญชัย ฉิมพานัง ทนายความได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีรุมทำร้ายร่างกายนักศึกษา และถูกสั่งให้ออกจากราชการ
ส.ต.อ.สุบิน ได้นำหลักฐานเป็นคลิปภาพจากกล้องวงจรปิด ในเส้นทางที่รถทั้ง 3 คันได้ขับผ่าน พร้อมกับภาพการจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมามาแสดงต่อสื่อมวลชน โดย ส.ต.อ.สุบิน กล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เกิดจากการที่มีการเฉี่ยวชนบริเวณใต้สะพานสูง ซึ่งยืนยันว่า รถของนักศึกษา เป็นฝ่ายที่หักปาดหน้ารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน และหลังจากนั้นรถนักศึกษาได้เร่งเครื่องขับออกไปอย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงพยายามขับรถติดตามเพื่อแจ้งให้จอด แต่ปรากฏว่ารถนักศึกษากลับไม่ยอมจอด พร้อมขับหนีอย่างรวดเร็วทั่วเมืองพิษณุโลก
"ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดรถคันดังกล่าวถึงไม่ยอมจอดให้ตรวจ แต่กลับขับรถวนในเมืองด้วยความเร็วถึง 3 รอบ ประกอบกับรถคันดังกล่าว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน แต่งซิ่ง ท่อดัง ผมจึงต้องประเมินสถานการณ์ว่ารถคันดังกล่าวอาจไปกระทำความผิด หรือมีสิ่งผิดกฎหมาย จึงได้ตัดสินใจต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดรถคันดังกล่าว เนื่องจากเส้นทางที่รถขับหลบหนีนั้นเป็นจุดที่มีคนพลุกพล่าน อาจเกิดการเฉี่ยวชนประชาชนได้ ในรอบที่ 3 จึงใช้อาวุธปืนประจำกายยิงไปที่บริเวณล้อหลังเพื่อให้รถหยุด และขอยืนยันว่า ผมยิงตามหลักยุทธวิธีตามหลักสูตรของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการอบรมมา คือ ยิง 3 นัด และ 1 นัดในนั้นได้ถูกยาง ดังนั้นจึงขอแก้ต่างในข้อกล่าวหาที่ว่าผมพยายามฆ่า เพราะหากผมคิดว่าจะฆ่าคน หรือตั้งใจยิงให้ถูกคน ผมคงยิงไปที่กระจกมากกว่า"ส.ต.อ.สุบินกล่าว
ส.ต.อ.สุบิน กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีมีพยานอ้างว่าเป็นพลเมืองดี เดินทางมาจากต่างจังหวัด ไม่เคยรู้จักกับ 5 นักศึกษามาก่อน และผ่านมาเห็นเหตุการณ์จึงพยายามขับรถติดตาม โดยอ้างว่ารถของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเฉี่ยวชนรถพยานก่อนนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะรถของพยานได้ขับติดตามเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน ส่วนการเฉี่ยวชนเป็นการชนแบบถูกปาดหน้าหลังการติดตาม ทางตนอยากให้ตรวจสอบประวัติพยานให้ดี เพราะจากการตรวจสอบเชิงลึกพบว่าพยานมีภูมิลำเนาอยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกับพี่ชายของ 1 ในนักศึกษาในรถคันที่ขับหนีเจ้าหน้าที่ และเรื่องของคลิปจากกล้องหน้ารถของบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นพยานนั้น ตนอยากให้นำมาตรวจสอบให้ละเอียดเพราะ คลิปบางช่วง บางเหตุการณ์ ถูกลบหายไปถึง 3 ช่วง เหมือนเป็นการปกปิดเรื่องราว หรือความเป็นจริงอะไรบางอย่าง
"ในข้อหาที่ผมทำร้ายร่างกายกลุ่มนักศึกษานั้น ผมขอยอมรับผิดว่าทำจริง แต่ผมทำไปเพราะเขาขัดขืนไม่ยอมลงจากรถจึงเกิดบันดาลโทสะ เพราะเกิดความกดดันจากการพยายามติดตามรถของนักศึกษามาตลอดเส้นทาง ซึ่งระหว่างนั้นผมมีหลักฐานว่าได้แจ้งเข้าไปยัง 191 เพื่อขอกำลังเจ้าหน้าที่ออกมาช่วยสกัดรถนักศึกษา ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า ผมมีการดื่มสุรานั้นไม่เป็นความจริง เพราะในวันเกิดเหตุ ผมกลับจากสถานีตำรวจเกือบตี 4 และช่วงเช้าร้อยเวรได้เรียกให้มาเป่าแอลกอฮอล์ซึ่งใช้เวลาห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง หากผมเมา หรือดื่มสุราจริง ตามที่นักศึกษาได้กล่าวอ้างว่า ได้กลิ่นสุรานั้น ผลการเป่าตรวจต้องไม่เป็นศูนย์"ส.ต.อ.สุบินกล่าว
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์ดังกล่าว ต้องกราบขอโทษวงการตำรวจที่ทำให้มีเรื่องเสื่อมเสีย กราบขอโทษผู้บังคับบัญชา ทุกนาย ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้ออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ เพราะอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อชี้แจงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และอยากร้องขอความเป็นธรรมจากสังคมให้ฟังพวกตนบ้าง อย่ารุมประณามเพียงอย่างเดียวเรื่องที่ผิดคือเรื่องทำร้ายร่างกาย ตนยอมรับผิดและหลังเกิดเหตุตนได้ติดต่อขอเข้าพบ ขอรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล กับครอบครัวของนักศึกษาแต่ก็ถูกปฏิเสธมาโดยตลอด ซึ่งหากทำได้อยากนำดอกไม้กราบขอขมาด้วยซ้ำหากทางครอบครัวนักศึกษายินยอม
ส่วนเรื่องที่ตนถูกตั้งถึง 6 ข้อกล่าวหาร้ายแรงนั้น ขอปฏิเสธ และอยู่ระหว่างให้ทนายรวบรวมหลักฐานสู้คดี ขอยอมรับผิดเพียงข้อหาเดียวคือทำร้ายร่างกายเพียงคดีเดียว และข้อมูลต่างๆ ในเชิงลึก ตนขอไปให้การในชั้นศาล ตนเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมยังมีอยู่จริง และฝั่งของตนเองก็ยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุด หากผลการสอบสวนออกมาว่ากลุ่มนักศึกษาเป็นฝ่ายให้การเท็จ







