
แปรวิกฤตเป็นโอกาส จีดีพีเพิ่มเท่าตัว
งานสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม 2016” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ปีทองของการลงทุนในประเทศไทย”
งานสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม 2016” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “ปีทองของการลงทุนในประเทศไทย” สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ได้ให้มุมมองไว้น่าอย่างสนใจ ดังนี้
ถ้าจะวิเคราะห์ว่าเป็นปีทองของการลงทุนในประเทศไทยหรือไม่นั้น เบื้องต้นอยากให้รู้จุดอ่อนของประเทศไทยก่อน ซึ่งมีประมาณ 12 ข้อด้วยกัน
1.เศรษฐกิจไทย มีลักษณะ เสียทรง ไม่สมส่วน หัวหลิม คอสั้น จีดีพีของไทยอยู่ที่ประมาณ 3.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจีดีพีโลก แต่มีการส่งออกมากกว่า 1.2% ของการส่งออกของโลก จำนวนประชากรอยู่ที่ 1% ของโลก ใช้น้ำมันก็ 1% ของโลก แต่ส่งออกไม่ถึงครึ่งเปอร์เซ็นต์
2.การขยายตัวของจีดีพีในช่วง 10 ปีที่ผานมา ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการขยายตัวของจีดีพีอาเซียน ซ้ำร้ายไปกว่านั้น อัตราการขยายตัวของจีดีพีไทยขยายตัวต่ำกว่าอัตราการขยายตัวจีดีพีของโลก ซึ่งโดยปกติจีดีพีของประเทศกำลังพัฒนาจะขยายตัวมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น กลุ่มอียู สหรัฐ หรือญี่ปุ่น เป็นต้น
3.เอสเอ็มอีของประเทศไทยมีสัดส่วน 97% ของอุตสาหกรรมในประเทศ แต่ผลิตมูลค่าเพิ่มได้ไม่ถึงครึ่ง หรือ 1 ใน 3
4.จีดีพีภาคบริการของไทยมีสัดส่วน 50.5% ของจีดีพีโดยรวม ขณะที่ญี่ปุ่น ซึ่งในจินตนาการของเรา คือ อิงภาคการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่มีสัดส่วนจีดีพีของภาคบริการ 75% สหรัฐมีสัดส่วน 80% ของจีดีพี
5.ภาคเกษตรของไทยมีอัตราจ้างงานถึง 40% ของจ้างงานรวมประเทศ แต่สร้างจีดีพีได้ไม่ถึง 10%
6.อัตราการบริโภคในประเทศอยู่ที่ 50% ของจีดีพี ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว อัตราการบริโภคภายในประเทศจะอยู่ที่ 70% หรือตั้งแต่ 60% ขึ้นไป
7.นับตั้งแต่เปิดประเทศเมื่อปี 1960 ไทยแต่ยังไปไม่ถึงไหน ยังเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือโออีเอ็ม อย่างเหนียวแน่น ไม่สามารถยกระดับเป็นผู้ผลิตที่มีการออกแบบ หรือโอดีเอ็ม และผู้ผลิตที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง หรือโอบีเอ็ม
8.ประสิทธิภาพของแรงงาน หรือเลเบอร์โปรดักทิวิตี้ ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน สวนกับค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ
9.รายได้ต่อหัวของประชากรไทยอยู่ที่ประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐ อยู่ในระดับกลางๆ ของประเทศผู้มีรายได้ปานกลาง
10.คนไทยมีโอกาสแก่ก่อนรวยสูงมาก ขณะที่ญี่ปุ่นโชคดีที่รวยก่อนแก่เรียบร้อยแล้ว พิจารณาจากรายได้และสวัสดิการต่างๆ
11.ดูความเป็นเมือง หรือเออร์เบินไนเซชั่นของไทย เปิดประเทศมาร่วม 60 ปี คนอยู่เมืองไม่ถึง 50% ในเชิงนิตินัย พฤตินัยก็โฉบไปโฉบมาระหว่างเมืองกับชนบท ไม่ได้ย้ายเข้ามา อาศัยรายได้จากภาคการเกษตรและนอกภาคเกษตรบวกกันอยู่ ขณะที่ไทยมีเมืองไหนบ้างที่มีคนเกินกว่า 5 แสนคน ญี่ปุ่นเมืองที่มีคนอยู่เป็นล้านๆ คนเป็นสิบเมือง
12.การเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างภาคหนึ่งไปสู่ภาคหนึ่งมีน้อย เปลี่ยนอาชีพน้อย ทำให้ภาคเกษตรยังมีสัดส่วนมากกว่า 40%
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรคือตัวสร้างปัญหา กุญแจสำคัญคือเรื่องการลงทุน เป็นเรื่องที่ยังทำไม่เพียงพอ ที่กล่าวว่าปีนี้เป็นปีทองของการลงทุน ปีทองพร้อมเป็นตะกั่วได้ทันที ถ้ายังมีเหตุการณ์อย่างที่ผ่านมา ไม่กล่าวโทษรัฐบาลปัจจุบัน เพราะเพิ่งขึ้นมาบริหารไม่กี่ปี แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นยืดเยื้อเป็นทศวรรษ
สิ่งหนึ่งที่เป็นห่วงกันว่า การลงทุนจากต่างประเทศ หรือเอฟดีไอ ลดลง แต่ที่เป็นห่วงมากกว่า คือ ขอบีโอไอไปแล้วยังไม่ลงทุน น่าเป็นห่วงมากกว่า ในปี 2014 มีการขอบีโอไอ 2.2 ล้านล้านบาท 2-3 เท่าจากอัตราปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ปี 2015 การลงทุนเอกชนติดลบ 2% ดีว่ายังมีการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้นมา 20% ช่วยชดเชยได้บ้าง อะไรเกิดขึ้นกับประเทศนี้ ขอบีโอไอเพิ่ม 3 เท่า แต่ลงทุนติดลบ ปีนี้จะลงทุนได้หรือไม่ นี่คือข้อสังเกตที่อยากตั้งให้คิด
อยากให้ช่วยกันคิดว่าอะไรเกิดกับประเทศไทย ต่างประเทศ ญี่ปุ่นขอเพิ่ม 30% แต่ทำไมการลงทุนเอกชนจึงกลายเป็นมวยไทย แทนที่จะเป็นมวยสากล มวยไทย ไหว้ครูนานเหลือเกิน ไม่ต่อยสักที
ทั้งนี้ อยากให้สูตรง่ายๆ ถ้าต้องการเสริมสร้างประเทศให้เข้มแข็ง มีอยู่ 4-5 เรื่องที่ต้องคิดกัน
เรื่องแรก HRD กรณีคนสมัครเรียนอาชีวะในญี่ปุ่น ปีหนึ่ง 7 แสนคน รับได้ 3 แสนคน จึงไม่ขาดคนระดับกลาง ในระดับที่พร้อมเรียนจบแล้วทำงานได้เลย ไม่ต้องลองผิดถูก กว่าจะทำงานเป็น
สอง เน้นเรื่องอินโนเวชั่น น่าคิดมาก ตอนนี้เราภาคภูมิใจในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่ผลิตได้ 2 ล้านคัน/ปี ตอนนี้เวียดนามผลิตได้แค่ 10% ของไทย คือ 2 แสนคัน อีก 10 ปีข้างหน้า นวัตกรรมยานยนต์เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือ เราเตรียมคนพร้อมหรือยัง ถ้าต้องการเป็นดีทรอยต์ของอาเซียน
สาม ภาคบริการ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงนั้น ได้มีการพัฒนาจริงจังแล้วยัง ทำไมจึงมีสัดส่วนแค่ 50% ของจีดีพี ตอนนี้กำลังเป็นดิจิทัล อีโคโนมี เตรียมพร้อมหรือยัง 3จี 4จี ที่ประมูลกันแพงๆ ใช้ได้แค่ไหน ธุรกิจบริการที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัล เราเตรียมพร้อมหรือยัง
ที่สำคัญ คือ เรื่องเออร์เบินไนเซชั่น การวางแผนเมือง ดูญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง คนญี่ปุ่นกว่า 20 ล้านคน ทำงานในโตเกียว สามารถเดินทางเข้าออกชานเมืองได้อย่างสะดวก
สำหรับประเทศไทย โครงสร้างพื้นฐานรถไฟ 10 สายที่จะเกิดขึ้น กับโครงการคอนโดมิเนียมที่เกิดขึ้น ตารางเมตรละเป็นแสนบาท คนที่ต้องการอยู่จริงๆ มีปัญญาซื้อไหม ถ้ามีรถไฟระบบจตุรทิศพัฒนา 4 สาย เชื่อมไปรอบๆ กรุงเทพฯ เหนือ ใต้ ออก ตก ประมาณ 100-200 กิโลเมตร เชื่อมกับ 10 สาย จะทำให้เราสามารถสร้างกิจกรรมทางธุรกิจ เศรษฐกิจใหม่ๆ ทำให้เมืองขยายตัวมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ หรือเจนวาย ที่อยากจะเป็นสตาร์ทอัพได้
ทั้งนี้ เวลามองปัญหาต้องมีสองด้านของเหรียญ มีหัว มีก้อย มีลบ ต้องมีบวก จีดีพีไทย 0.49% ของจีดีพีโลก มีคน 1% ส่งออก 1.2% ถ้ามีนโยบายที่ถูกต้อง จีดีพีต้อง 1% เพิ่มเท่าตัวจากปัจจุบัน จาก 13 ล้านล้านบาท ต้องเพิ่มเป็น 26 ล้านล้านบาท ฉะนั้น โต 3-35% ก็พอใจแล้ว ถ้ามีนโยบายที่ถูกต้อง 5% ก็บรรลุได้
ตอนนี้ที่บอกว่าเวียดนามเนื้อหอม อุตสาหกรรมบางประเทศย้ายฐานไปเวียดนาม แต่เรื่องอุตสาหกรรมรถยนต์ต้องยกให้ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของซัพพลายเชน ยากที่ใครจะเทียบได้ รวมทั้งเกษตร อาหาร หากสามารถทำให้ไทยเป็นเซ็นเตอร์ของซัพพลายเชน แล้วโยงกับซีแอลเอ็มวี และในอนาคตเชื่อมโยงกับเอเชียใต้ อินเดียได้ เป็นข้อได้เปรียบ
ข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง คือ พีเพิลเชน มีประเทศไหนบ้าง ที่มีเพื่อนบ้านมาทำงาน 5-6 ล้านคน เข้ามาทำงาน มีวิถีชีวิตแบบคนไทย คนเหล่านี้เราใช้ประโยชน์เต็มที่แล้วหรือยัง
ข้อสำคัญ คือ ภาคธุรกิจบริการ สัดส่วน 50.5% ยกระดับได้อีกมาก การหาทางสร้างเซอร์วิส เซ็กเตอร์ อินทิเกรชั่น เช่น ทัวริซึ่ม โยงกับเฮลท์แคร์ได้อย่างไร เอนเตอร์เทนเมนต์ สปอร์ตได้ไหม เช่น มีฟุตบอลไทยลีก สิ่งเหล่านี้เราเชื่อมโยงกันได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม ไทยต้องรับมือกับ 10 ชั่น ที่จะเกิดขึ้น ต้องเตรียมพร้อม 1.ดิจิทัลไรเซชั่น ไทยเพิ่งเริ่มต้น จะมุ่งไปอย่างไร แปรเป็นโอกาสธุรกิจได้อย่างไร 2.โรบอตไทเซชั่น พัฒนามาสู่ประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างไร เตรียมรับมืออย่างไร 3.ไฟแนนเชียไลเซซั่น ภาคการเงิน มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ถ้าจะทำบาทโซนในซีแอลเอ็มวี เราจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงไร
เรื่องที่ 4.เมดิคอลไลเซซั่น ต้องขยายตัว เฮลท์แคร์ เราเข้มแข็งมาก ถ้ามีอาร์แอนด์ดีเพิ่มขึ้น จะขยายตัวได้ดี 5.อีโคโลจิไลเซชั่น ปัจจัยเรื่องสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม ทุกประเทศชูกรีน โปรดักต์ จะสร้างโอกาสได้อย่างไร 6.เออร์เบินไนเซชั่น จะเชื่อมโยงกันอย่างไร ระหว่างซัพพลายและดีมานด์ ทำให้เมืองขยายมากขึ้น 7.เซอร์วิส เซ็กเตอร์ เอ็กซ์แพนชั่น ภาคบริการจะขยายตัวได้
8.อินฟอร์เมไนเซชั่น โลกข้อมูล บิ๊กดาต้าคราวด์ฟันดิ้ง 9.ครอส บอร์เดอร์ ไมเกรชั่น ย้ายถิ่น ข้ามพรมแดนเกิดทั่วโลก เรื่องย้ายถิ่นมีความสำคัญเพิ่มขึ้น และ 10.จีโอโพลิติกคอนฟอนเทชั่น การเมืองเป็นสมการสำคัญตัวหนึ่งในการพัฒนา บริหารความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพ และแปรเป็นโอกาสได้







