posttoday

ผ่าโครงสร้างการเมืองใหม่ เปลี่ยนรูปแบบสืบทอดอำนาจ?

28 มีนาคม 2559

นับจากนี้คำถามเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจจะดังขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมบูรณ์ภายใต้การคุมงานของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมเปิดตัวต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มี.ค. ตามขั้นตอนเมื่อ กรธ.ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว จะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบโดยเร็ว เพื่อดำเนินการจัดให้มีการทำประชามติ

ส่วน กรธ.จะมีงานสำคัญ คือ การจัดทำสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญให้กับ กกต. จากนั้น กกต.จะประกาศวันออกเสียงประชามติภายใน 90-120 วันนับแต่วันที่ กกต.ได้รับสาระสำคัญดังกล่าวจาก กรธ. ขณะที่ สนช.มีหน้าที่ในการไปตัดสินใจว่าจะกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติมอีกหนึ่งคำถามหรือไม่ นอกเหนือไปจากคำถามที่ถามว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ

สำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด กรธ.กำหนดให้มีจำนวนมาตราทั้งสิ้น 279 มาตรา เพิ่มเติมจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่กำหนดไว้ที่ 270 มาตรา ซึ่งถึงแม้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ประธาน กรธ.มั่นใจว่าจะตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับประเทศได้

“ถ้าทุกคนปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การปฏิวัติก็จะไม่เกิดขึ้น” มีชัย ทิ้งคำพูดกับผู้สื่อข่าวภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมนอกสถานที่เมื่อวันที่ 26 มี.ค.

ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดที่กำลังจะเผยแพร่ในวันที่ 29 มี.ค. ถือว่าหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร โดยเฉพาะโครงสร้างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ

ฝ่ายบริหารในเรื่องที่มานายกรัฐมนตรี กรธ.ยังคงกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเสนอรายชื่อบุคคลไม่เกิน 3 รายชื่อต่อ กกต.ในวันสมัครรับเลือกตั้งอยู่ โดยที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติว่าจะเลือกบุคคลใดในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองมาดำรงตำแหน่งนายกฯ

เพียงแต่ กรธ.ได้บัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาลว่าหากมีความจำเป็นจะต้องเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองเป็นนายกฯ จะต้องให้ที่ประชุมรัฐสภา (สส.และ สว.) มีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก สส.และ สว.ทั้งหมด 750 คนลงมติเพื่องดเว้นการบังคับใช้บทบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้สภาสามารถเลือกบุคคลที่เป็นหรือไม่เป็น สส.จากนอกบัญชีพรรคการเมืองมาเป็นนายกฯ ได้

การปรับแก้เนื้อหาในส่วนนี้ ด้านหนึ่งเป็นไปตามข้อเสนอของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ต้องการให้ชะลอการให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดออกไป แต่ กรธ.ยอมทำตามคำแนะนำของ คสช.เพียงส่วนเดียวด้วยการกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้ตัดสินว่าสภาควรเลือกนายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมืองหรือไม่แทน

อย่างไรก็ตาม การจะให้รัฐสภาลงมติเพื่อของดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ได้ ต้องให้เกิดกรณีที่สภาไม่สามารถลงมติเลือกนายกฯ ได้ก่อนเท่านั้น ไม่ใช่ให้รัฐสภามีมติเพื่อขอให้สภาเลือกบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองหลังจากการเลือกตั้งทันที

ด้านฝ่ายนิติบัญญัติปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในส่วนของวุฒิสภา โดย กรธ.ได้รับเอาข้อเสนอของ คสช.ที่ต้องการให้มี สว.สรรหาเอามาใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลเกือบทั้งหมด

กล่าวคือ แม้ กรธ.จะให้ สว.ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านจำนวน 250 คน ตามเจตนาของ คสช. แต่ กรธ.ได้แบ่งเป็น สว.สรรหา 200 คน โดยให้มีคณะกรรมการสรรหาจำนวน 9 คน ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช.จัดทำบัญชีรายชื่อผู้เหมาะสมจำนวน 400 คน เพื่อให้ คสช.เลือกมาเป็น สว. 194 คน อีก 6 คนที่เหลือจะมาจากผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการกองทัพไทย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ส่วน สว.อีก 50 คน จะมาจากการเลือกกันของผู้สมัครที่แต่ละสาขาอาชีพ 20 สาขาตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก แต่ไม่ใช่เป็นการเลือกกันเองเพื่อให้เป็น สว. โดยจะต้องเลือกให้ได้จำนวน 200 คน ก่อนให้ คสช.เลือกให้เหลือ 50 คนเพื่อเป็น สว.ต่อไป

ขณะที่อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาชุดเปลี่ยนผ่านนี้จะมีอำนาจพิเศษบางประการ คือ การติดตามและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปประเทศ และให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศต่อวุฒิสภาทุก 3 เดือน ซึ่งวุฒิสภาจะไม่มีอำนาจลงมติใดๆ ได้ ส่วนอำนาจของ สว.ที่ คสช.ขอไปในเรื่องการให้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้นั้น ทาง กรธ.ไม่ได้นำมาพิจารณาแต่อย่างใด

ในส่วนของระบบเลือกตั้ง สส. ก่อนหน้านี้ คสช.เสนอให้ กรธ.แก้ไขจากระบบการเลือกตั้งด้วยบัตร 1 ใบ มาเป็นการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เพื่อเลือก สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ ทว่า กรธ.ยังคงยืนยันในหลักการของตัวเองที่ต้องการให้ใช้ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่ใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว โดยนำคะแนนการเลือกตั้ง สส.เขตมาคำนวณหา สส.ระบบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน

เหตุผลที่ กรธ.ไม่ยอมตามคำร้องขอของ คสช. เนื่องจากเป็นคำขอที่ขัดกับหลักการของ กรธ.ตั้งแต่แรกที่ต้องการให้ทุกคะแนนถูกมาคำนวณหา สส.ทั้งหมด ทำให้ กรธ.ไม่อาจปรับเปลี่ยนได้

แต่กระนั้น กรธ.ได้เพิ่มลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สส.ให้เข้มข้นกว่าเดิม โดยบัญญัติว่า หาก สส. สว. และกรรมาธิการงบประมาณที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิดฐานไปดำเนินการปรับเพิ่มงบประมาณในลักษณะที่จะทำให้ตนเองได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและอ้อม ซึ่งจะไม่สามารถกลับมาลงสมัครเลือกตั้ง สส.ได้

มากันที่ “องค์กรอิสระ” กรธ.กำหนดได้บัญญัติให้องค์กรอิสระทุกองค์กรและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีวาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปีเท่ากัน ส่วนอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารยังคงไว้ตามเดิม โดยเฉพาะการให้ กกต. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจร่วมกันเสนอความเห็นไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อขอให้ระงับยับยั้งนโยบายบางประการที่อาจ
ก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน

ทั้งหมดนี้แม้ว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะเดินทางมาถึงปลายทางแล้ว แต่อีกด้านหนึ่งเหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ในทางการเมือง เพราะนับจากนี้คำถามเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจจะดังขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การประชามติร่างรัฐธรรมนูญกลางปีนี้จะเข้มข้นกว่าปี 2550

ข่าวล่าสุด

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ทรัมป์ลั่น "คืนนี้คือจุดสิ้นสุด"