ปราบนอมินี-สกัดธุรกิจเถื่อน แย่งรายได้คนไทย
ปัญหาทัวร์จีนกินเรียบเที่ยวไทยครบวงจรเกิดมานาน แต่หน่วยงานภาครัฐกลับไหวตัวช้า ทำให้สถานการณ์ลุกลามและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
โดย...ทีมข่าวภูมิภาคโพสต์ทูเดย์, พีรดา ปราศรีวงค์
ปัญหาทัวร์จีนกินเรียบการท่องเที่ยวไทยครบวงจรเกิดมานาน แต่หน่วยงานภาครัฐกลับไหวตัวช้า ทำให้สถานการณ์ลุกลามและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ไพศาล ซื่อธานุวงศ์ กรรมการสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานชมรมมัคคุเทศก์ภาษาจีนกลางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การบังคับใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มทัวร์จีนครบวงจรยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ขณะที่จีนมีการเอื้อผลประโยชน์กันเป็นกลุ่มก้อน และทำกันอย่างมีระบบ
“มีการจัดการรองรับนักท่องเที่ยวเป็นเครือข่ายครบทุกวงจรและมีความซับซ้อนทางธุรกิจมากขึ้น ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะมีบริษัททัวร์จีนคอยดูแลความเป็นอยู่ทุกด้าน ตั้งแต่ที่พักอาศัย อาหาร และช็อปปิ้ง ซึ่งเจ้าของล้วนเป็นผู้ประกอบการชาวจีน” ไพศาล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในแง่การแก้ปัญหาเมื่อตำรวจเข้าจับกุม นอกจากสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแล้วยังไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับบริษัททัวร์จีนได้ เพราะเป็นหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว
“แต่ตำรวจท่องเที่ยวทั่วประเทศมีแค่ 1,000 นาย ทำให้การตรวจตราและเอาผิดไม่ทั่วถึง ต้องเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวอีกหลายเท่าตัว และควรยกระดับจากกองบังคับการขึ้นเป็นระดับกองบัญชาการ เพื่อให้มีขอบข่ายและมีอัตรากำลังเพียงพอ โดยเฉพาะปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนกว่า 8,000 คน ที่เข้ามาแย่งอาชีพคนไทย มีทั้งภาษาจีน รัสเซีย เกาหลี เวียดนาม เป็นต้น” ไพศาล ระบุ
เช่นเดียวกับ ศักดิ์ชัย ผินนารี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีไซด์ทริป กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวจีน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคุณภาพ และกรุ๊ปทัวร์ โดยไทยจะได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วยกับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพราะส่วนใหญ่จะมีฐานะ และการศึกษาดี เมื่อมาพักผ่อนจะจับจ่ายใช้สอยเองและเดินทางกลับประเทศตัวเอง ไม่มีการสร้างปัญหาใดๆ
กลุ่มที่ 2 คือนักท่องเที่ยวมากับบริษัททัวร์ กลุ่มนี้มักสร้างเรื่องในแง่ลบเสมอ และแผนการท่องเที่ยวทั้งหมดจะถูกกำหนดตายตัวมาจากบริษัททัวร์ว่าจะไปที่ไหน พักอย่างไร รับประทานอาหารที่ไหน กลุ่มนี้สร้างเครือข่ายหาผลประโยชน์กันอย่างมหาศาล
“โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะซึมซับวัฒนธรรมไทย หรือความสุขที่จะได้รับจากการท่องเที่ยวในประเทศไทยค่อนข้างน้อย แต่มีโอกาสสร้างความเสียหายต่อ
ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวประเทศไทยได้ง่าย”ศักดิ์ชัย กล่าว
ภาคิน สิงหเรศร์ สมาชิกชมรมมัคคุเทศก์ กล่าวว่า ธุรกิจท่องเที่ยวจีนในไทยนับวันยิ่งมีผลประโยชน์เป็นเครือข่ายแน่นหนา และครบทุกวงจร เพื่อกีดกันผลประโยชน์ไม่ให้ตกถึงผู้ให้บริการรายอื่นๆ อาทิ ร้านจิวเวลรี่บางร้านกำหนดส่วนแบ่งให้ไกด์ที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาซื้อสินค้าสูงถึง 30% แต่ไกด์ที่ไม่อยู่ในกลุ่มจะไม่ได้
ธุรกิจท่องเที่ยวจีนบางกลุ่มได้เช่าพื้นที่วัดใหญ่ๆ เปิดให้เช่าวัตถุมงคลในราคาแพงเกินจริง โดยมีการโฆษณาความเชื่อแบบผิดๆ เพื่อหลอกล่อให้นักท่องเที่ยวเช่า เมื่อชาวจีนบางคนได้วัตถุมงคลไม่ตรงตามที่คาดหวังก็จะให้ข้อมูลแง่ลบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทย
“หากภาครัฐยังปล่อยให้เครือข่ายเช่นนี้มีต่อไป อนาคตรายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศไทยจะเป็นเพียงตัวเลขเท่านั้น ส่วนรายได้จริงจะเป็นของบริษัททัวร์ที่ผูกขาดหากินกับการท่องเที่ยวของไทย และคนไทยจะได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวจริงไม่ถึง 10% ของรายได้จากการท่องเที่ยวโดยรวม” ภาคิน ระบุ
ด้าน สันติ ป่าหวาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ในฐานะนายทะเบียนสำนักงานธุรกิจนำเที่ยวมัคคุเทศก์สาขาภาคใต้ เขต 2 กล่าวว่า ชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวภูเก็ต อันดับ 1 มีหลายระดับ กลุ่มที่มากับกรุ๊ปทัวร์จะกินตามร้านอาหาร ช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว และเข้าพักตามโรงแรมที่กรุ๊ปทัวร์กำหนด โดยมีชาวจีนคอยดำเนินการครบวงจร ขณะที่กลุ่มมีคุณภาพมากขึ้นจะพักโรงแรมระดับ 5 ดาว ส่วนนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็กจะเข้ามาหากินอยู่เอง ซึ่งศักยภาพการใช้จ่ายไม่มาก
ขณะที่ เลิศชาย หวังตระกูลดี ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยว (ททท.) สำนักงานเชียงราย กล่าวว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในไทยผ่านทางเส้นทาง R3A ส่วนใหญ่จะเที่ยวในเชียงรายแล้วไปพักในเชียงใหม่
“จะเข้าพักตั้งแต่ระดับ 3-5 ดาว ซึ่งมีหลายกลุ่ม นักท่องเที่ยวจีนมักชอบไปร้านอาหารชื่อดังในเชียงใหม่ โดยจะค้นหาข้อมูลจากรีวิวตามเว็บไซต์ต่างๆ เชียงรายจึงเป็นแค่ทางผ่าน” เลิศชาย ระบุ
บูรณาการ ปราบนอมินี
ภาพนักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้าไทยอย่างล้นหลาม ไม่ได้สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยมากนัก เพราะรู้อยู่เต็มอกว่ารายได้ทางการท่องเที่ยวที่ได้จากตลาดจีนนั้นไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญที่ฝังรากลึกมายาวนานกว่า 10 ปี เกิดห่วงโซ่ยกระดับชั้นเป็นนอมินีที่ยากต่อการตรวจสอบในขั้นตอนของกฎหมายและอีกหลายปัญหาที่ตามมา
อิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) บอกว่า แนวทางการปราบปรามนอมินีด้านการท่องเที่ยว รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงถึงการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายต้องนำออกมาใช้อย่างเคร่งครัด เพราะขณะนี้การตรวจสอบเฉพาะผู้ถือหุ้นคนไทยสัดส่วน 51% ต่างชาติสัดส่วน 49% ไม่สามารถเอาผิดได้ โดยควรตรวจสอบเชิงลึก เช่น เส้นทางการเงินที่ใช้จ่าย การเสียภาษีให้กับประเทศไทย โดยส่วนตัวมองว่าปัญหานอมินีแก้ไขได้ไม่ยากมากนัก หากรัฐบาลมีมาตรการปราบปรามและเอาจริง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะความหย่อนยานหลับตาข้างเดียวของเจ้าหน้าที่รัฐ
กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า กระทรวงการท่องเที่ยวฯได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ร่วมตรวจสอบกลุ่มธุรกิจที่เข้ามานอนิมีในประเทศไทย รวมถึงหาแนวทางแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือถึงแนวทางให้กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวฯเป็นผู้ตรวจสอบ แต่หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เช่น ผู้อนุญาตรถเช่า ขึ้นตรงกับกระทรวงคมนาคมได้มองว่าการออกใบอนุญาตดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับกระทรวงคมนาคมต่อไป
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการศึกษาระเบียบการลงทุนในชาติอาเซียน เช่น เมียนมา ได้เปิดให้ภาคธุรกิจต่างชาติเข้าไปลงทุนได้เต็มสัดส่วน 100% แต่มีเงื่อนไขการลงทุนกำกับไว้ด้านท้าย เช่น เกาะมะริด กำหนดเงื่อนไขประมาณ 4 ข้อ เช่น การรักษาสิ่งแวดล้อม การว่าจ้างคนในท้องถิ่นของเมียนมาทำงาน เป็นต้น
“ส่วนตัวมองว่าการเปิดเสรีอาเซียนที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองรองรับกับการเปิดเสรีด้วย บางครั้งการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างจริงจัง แต่กำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจน และธุรกิจที่คนไทยต้องการให้เกิด เชื่อว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในปัญหานอมินีลดลง ในทางตรงกันข้ามจะทำให้ประเทศไทยจัดเก็บรายได้เรื่องภาษีเพิ่มขึ้น แต่เรื่องนี้ต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจ” กอบกาญจน์ กล่าว
นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนการบังคับใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจนำเที่ยวและไกด์ ฉบับแก้ไข ซึ่งมีการกำหนดข้อบังคับเรื่องการจำหน่ายแพ็กเกจทัวร์ต่างชาติเที่ยวไทย (อินบาวด์) ห้ามต่ำกว่าทุน ซึ่งคาดว่าจะถูกนำออกมาใช้ภายใน 1-1 ปีครึ่งนับจากนี้
กอบกาญจน์ กล่าวว่า ปัญหานอมินีมีความละเอียดอ่อนในการแก้ไขปัญหา แต่ความร่วมมือกันในครั้งนี้เชื่อว่าการปราบปรามจะมีความชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น เบื้องต้นมีผู้ส่อแววกระทำผิดประมาณ 6 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ รวมถึงทยอยตรวจพื้นที่อื่นๆ เพิ่มเติม
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว บอกว่า ปัญหานอมินีที่เกิดขึ้นกับประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไม่เจาะจงเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเท่านั้น
ทั้งนี้ ตำรวจท่องเที่ยวได้บูรณาการร่วมกับตำรวจทุกหน่วยงาน ผ่านปฏิบัติการ 10 กลุ่มต้องห้าม ได้แก่ 1.ทัวร์ด้อยคุณภาพ รวมถึงทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน ทัวร์ศูนย์เหรียญ 2.หลอกลวงสินค้าและบริการ รวมถึงหลอกลวงซื้อจิวเวลรี่ด้อยคุณภาพ หลอกลวงตัดสูทด้อยคุณภาพ 3.ยานพาหนะเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว รวมถึงกลุ่มเช่าเรือเจ็ตสกี กลุ่มเช่ารถยนต์ กลุ่มผู้เช่าจักรยาน ลักทรัพย์บนรถโดยสารไม่ประจำทาง (ทัวร์ 30) การให้บริการเรือรับจ้าง 4.สถานบริการผิดกฎหมาย รวมถึงบาร์ชาร์ต การขายบริการทางเพศ ลักลอบค้ามนุษย์ โชว์ลามก 5.จัดระเบียบจราจร รวมถึงเรียกเก็บค่าจอดรถตามแหล่งท่องเที่ยว จัดระเบียบการจราจรแหล่งท่องเที่ยว 6.ยาเสพติดในแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้กับนักท่องเที่ยว มั่วสุม เสพยาเสพติด 7.อาชญากรรมข้ามชาติ และลักลอบหลบหนีเข้าเมือง รวมถึงพาสปอร์ต ฯลฯ 8.อุบัติเหตุและมาตรฐานความปลอดภัยในกิจกรรมท่องเที่ยว รวมถึงบันจี้จัมพ์ 9.คดีอาชญากรรมที่สำคัญที่เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว รวมถึงฆ่า ทำร้ายนักท่องเที่ยว ข่มขืน ลักทรัพย์ และ 10.ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล มาเฟีย พกพาอาวุธ เป็นต้น
“ตำรวจท่องเที่ยวได้ออกปฏิบัติการ 10 กลุ่มต้องห้าม ให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรับทราบ พร้อมข้อกฎหมายในการบังคับใช้ ซึ่งเชื่อว่าปฏิบัติการที่ดำเนินการอย่างจริงจัง การเกิดของนอมินีใหม่จะไม่กล้าขยายตัว ขณะที่กลุ่มเก่าจะทยอยตรวจสอบและเข้าจับกุมผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดี” พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าว


