
ฤดูกาลแห่งการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
....พลต.ท.เอก อังสนานนท์
ในช่วงเดือน ส.ค.ก.ย. ของทุกๆ ปี จะเป็นช่วงเวลาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับพลตำรวจตรีขึ้นไปจะทำในรูปคณะกรรมการ คณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งแบ่งออกเป็น 2 คณะ ได้แก่ คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หลายท่านอาจมีข้อสงสัยว่า ทำไมต้องมีคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการ 2 คณะ อำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจของ ก.ต.ช. และ ก.ตร. แตกต่างกันอย่างไร มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ ดังนี้
อำนาจแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเฉพาะพลตำรวจตรีขึ้นไป
ก.ต.ช. มีอำนาจหน้าที่ทั่วไปในการกำหนดนโยบายการบริหารงานราชการตำรวจของ ตร. ให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล และมีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญที่สุดก็คือ การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง ผบ.ตร.
ส่วน ก.ตร.นั้น เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของ ตร. มีอำนาจหน้าที่ที่สำคัญได้แก่การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่ตำแหน่งผู้บังคับการ หรือข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจตรีขึ้นไป ยกเว้นตำแหน่ง ผบ.ตร.เพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งตำแหน่งนี้เป็นอำนาจของ ก.ต.ช. ในการพิจารณาแต่งตั้ง
จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ทั้ง ก.ต.ช. และ ก.ตร. ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับสูงด้วยกันทั้งสององค์กร ซึ่งอาจกล่าวสั้นๆ ว่า ก.ต.ช.มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งเฉพาะ ผบ.ตร. ส่วน ก.ตร.มีอำนาจพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับผู้บังคับการหรือข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจตรีขึ้นไปเท่านั้น ส่วนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจที่มียศต่ำกว่าพลตำรวจตรีลงมา เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาหน่วยงานนั้นๆ
องค์ประกอบ ก.ต.ช.
ก.ต.ช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีกรรมการ 2 ประเภท ได้แก่ กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว.มหาดไทย รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ ผบ.ตร. ส่วนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คนนั้น มาจากกระบวนการคัดสรรจากผู้ที่มีความรู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย งบประมาณ และการพัฒนาหรือบริหารจัดการ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งได้รับการสรรหา
อำนาจหน้าที่ ก.ต.ช.
หน้าที่สำคัญที่สุดของ ก.ต.ช. คือ การแต่งตั้ง ผบ.ตร. โดยนายกฯ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ ตร. และประธาน ก.ต.ช. มีหน้าที่ในการพิจารณาคัดเลือกรายชื่อข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจเอกเสนอต่อ ก.ต.ช. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะมาเป็น ผบ.ตร. ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดใน ตร. พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 และกฎ ก.ตร. ที่เกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ มิได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือกระบวนการคัดเลือก ผบ.ตร. เป็นพิเศษแต่ประการใด
กฎหมายกำหนดเพียงว่า ให้แต่งตั้ง ผบ.ตร. จากข้าราชการตำรวจที่มียศพลตำรวจเอกเท่านั้น จึงถือเป็นดุลพินิจของนายกฯ แต่เพียงผู้เดียว ที่จะพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจผู้มียศพลตำรวจเอกเพียงคนเดียว เสนอต่อ ก.ต.ช.พิจารณาให้ความเห็นชอบ
ทั้งนี้ แม้ไม่มีกฎหมายหรือข้อกำหนดใดกำหนดแนวทางการพิจารณาคัดเลือกก็ตามผู้คัดเลือก (นายกฯ) จะต้องใช้หลักการคัดเลือกที่เป็นมาตรฐาน โดยการคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีวิสัยทัศน์ และสามารถบริหารราชการ ตร. ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
องค์ประกอบ ก.ตร.
ก.ตร.นั้นมีองค์ประกอบ 2 ส่วนเช่นกัน ส่วนแรก นายกฯ เป็นประธาน และมีกรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ผบ.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติ และรอง ผบ.ตร.ทุกคน เป็นกรรมการ เพราะจะมีความรู้ความเข้าใจในงานตำรวจอย่างแท้จริง
ส่วนที่สอง กรรมการข้าราชการตำรวจผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จากผู้ซึ่งเคยรับราชการเป็นข้าราชการตำรวจในตำแหน่งตั้งแต่ผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่าผู้บัญชาการขึ้นไปจำนวน 5 คน ซึ่งได้รับการลงคะแนนเลือกตั้งจากนายตำรวจยศพันตำรวจเอกขึ้นไปเลือกเข้ามา และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่เป็นข้าราชการตำรวจจำนวน 6 คน จากบุคคลผู้มีความเชี่ยวชาญในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม หรือสาขาอื่นที่ ก.ตร.กำหนด สาขาละไม่เกิน 1 คน โดย ก.ตร.เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกเข้ามา
อำนาจหน้าที่ ก.ตร.
ก.ตร.มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการตำรวจตำแหน่งระดับผู้บังคับการขึ้นไป ถึงรอง ผบ.ตร. หรือตำแหน่งเทียบเท่า กระบวนการแต่งตั้งเริ่มจาก ผบ.ตร. จะเป็นผู้พิจารณาคัดเลือกจัดทำบัญชีข้าราชการตำรวจผู้เหมาะสมได้รับการแต่งตั้ง เสนอคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณา
คณะกรรมการกลั่นกรอง ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เป็นประธาน รอง ผบ.ตร.ทุกคน เป็นกรรมการ เมื่อผ่านกระบวนการสรรหาจากคณะกรรมการกลั่นกรองแล้ว จึงเสนอ ก.ตร.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้ง
ปัจจุบัน ก.ตร.ได้สร้างหลักประกันความยุติธรรมในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในระดับต่างๆ ให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ตร. โดยการคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจทุกระดับจะต้องปฏิบัติตามกฎ ก.ตร. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ สารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติและรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2549 โดยเคร่งครัด เช่น หลักอาวุโส หลักความรู้ความสามารถ ตามระบบคุณธรรม (Merit System) นอกจากนี้ ก.ตร.ยังมีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแลนโยบายการบริหารงานบุคคล เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง รวมถึงสภาพและเงื่อนไขการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยรวม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน
ความสัมพันธ์ระหว่าง ก.ต.ช. กับ ก.ตร.
ก.ต.ช. และ ก.ตร. มีความเกี่ยวข้องในการบริหารงานตำรวจ โดย ก.ต.ช.มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบายและมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจ และจัดระบบราชการตำรวจ รวมตลอดทั้งการอบรมและพัฒนาข้าราชการตำรวจโดยทั่วไป ซึ่ง ก.ตร.จะต้องกำหนดเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับระเบียบแบบแผนและนโยบายของ ก.ต.ช. และ ก.ตร. จะต้องแจ้งการดำเนินการให้ ก.ต.ช.ทราบ
นอกจากนี้ ก.ต.ช. ยังมีอำนาจพิจารณาและให้ความเห็นชอบการกำหนดตำแหน่งและอัตราของข้าราชการตำรวจ ตามที่ ก.ตร.เห็นสมควรในการกำหนดตำแหน่งข้าราชการตำรวจตั้งแต่ระดับผู้บังคับการขึ้นไป ทั้งนี้เนื่องจากการกำหนดตำแหน่งดังกล่าวย่อมกระทบต่อภาระงบประมาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การกำหนดตำแหน่งดังกล่าวจึงจะต้องมีหลักประกันว่าจะต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือสังคมเท่านั้น การที่กฎหมายกำหนดว่า ก.ตร.ต้องปฏิบัติตามนโยบายของ ก.ต.ช.นั้น กรรมการ ก.ต.ช. และ ก.ตร. จะต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกันในเวลาเดียวกัน เว้นแต่ตำแหน่งนายกฯ และ ผบ.ตร. ซึ่งอาจจะเป็นกรรมการทั้งสองคณะได้ เพื่อให้การกำหนดนโยบายของ ก.ต.ช. และ ก.ตร. มีความสอดคล้องเป็นเอกภาพ ส่วนกรรมการอื่น ไม่อาจจะเป็นกรรมการทั้งสององค์กรในเวลาเดียวกันได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความสมดุลและตรวจสอบระหว่างกันได้ด้วย
บทสรุป
ก.ต.ช. มีหน้าที่กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจเพื่อเป็นแนวทางการบริหารราชการและการดำเนินงานข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามนโยบาย ส่วนการบริหารงานบุคคลให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.ตร.โดยเฉพาะ อันมีผลให้การจัดระบบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการบริหารราชการ การบริหารงานบุคคล การบังคับบัญชา การแต่งตั้ง และโยกย้าย หรือการดำเนินการทางวินัยให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น







