posttoday
แรงกดดันธปท.รอบด้าน ควักทุนสำรองลงทุนหุ้น

แรงกดดันธปท.รอบด้าน ควักทุนสำรองลงทุนหุ้น

24 มีนาคม 2559

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

โดย...พรสวรรค์ นันทะ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็อนุมัติให้แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สามารถนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในส่วนของบัญชีกิจการธนาคาร ซึ่งมีวงเงินอยู่ 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ไปลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นในต่างประเทศได้

ประเด็นนี้สร้างความฮือฮาในแวดวงการเงินได้พอสมควร เนื่องจากมีทั้งเสียงที่สนับสนุนและคัดค้าน

แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นของการไปลงทุนในหุ้น วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อหาผลตอบแทนเพิ่ม แต่จะทำเพื่อความคล่องตัวในการบริหารความเสี่ยง เพราะการมีเครื่องมือหรือสามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลายขึ้นจะช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น

แถม ผู้ว่าการ ธปท.ยังยืนยันด้วยว่า การเริ่มต้นทำจะค่อยๆ ทำในสัดส่วนที่น้อยมาก ประมาณ 3-4% ของทุนสำรองทั้งหมดในวงเงินของบัญชีกิจการธนาคารที่อยู่ 1.1 แสนล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เหมือนการกระจายพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยง

แต่สิ่งที่หลายฝ่ายคาใจ คือ แล้วมีอะไรมารับประกันได้หรือไม่ ว่าในอนาคตนโยบาย ธปท.หรือรัฐบาลนี้ รวมถึงรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารในวันข้างหน้า จะไม่เปลี่ยนไปเป็นเพิ่มวงเงินในอนาคต ในเมื่อกฎหมายเปิดช่องไว้ให้แล้ว

และที่น่าห่วงไม่แพ้กัน คือ ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่า การออกไปลงทุนหุ้นในต่างประเทศ ในยามที่เศรษฐกิจตลาดเงินตลาดทุนโลกผันผวนสูงเช่นนี้ เงินทุนสำรองที่เปรียบเสมือนสินทรัพย์ของประเทศที่เก็บหอมรอมริบกันมานาน เพื่อมีไว้รักษาความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ซึ่ง ธปท.กำลังหอบออกไปลงทุนนั้น จะไม่เสียหาย 

จริงอยู่ หากมองในแง่ของผลตอบแทนที่เคยลงทุนแบบเดิมๆ มันก็ต่ำเรียกว่าไปลงทุนแล้วขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะผลตอบแทนมันติดลบ ส่วนหนึ่งเพราะประเทศไทยมีการถือลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐค่อนข้างมาก ทำให้จำเป็นต้องขยับและปรับการลงทุนใหม่ให้ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้นและให้เหมาะสมกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป แต่ ธปท.ก็ไม่ควรลืมวัตถุของการมีไว้ซึ่งทุนสำรองระหว่างประเทศ ที่มีไว้เพื่อให้มีสภาพคล่องที่เพียงพอในการรองรับเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าออก และดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น การออกไปลงทุนหุ้นต่างประเทศในจังหวะนี้จึงน่าห่วงไม่น้อย

เนื่องจากทุนสำรองที่ไทยมีในปัจจุบันไม่ได้มาจากการทำมาค้าขายมีกำไร เพราะดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลจากการส่งออกไทยโตติดลบ แต่การนำเข้าติดลบสูงกว่า อีกอย่างทุนสำรองประเทศที่เพิ่มขึ้นมาจากเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดพันธบัตรและหุ้นของไทย ซึ่งพร้อมจะไหลออกได้ทุกเมื่อ ดังนั้นการมีสภาพคล่องที่เพียงพออาจจะสำคัญกว่าผลตอบแทน

ในเรื่องนี้ บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัท ไทย (IOD) อดีตรองผู้ว่าการ ธปท. และอดีตคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มองว่า ผมไม่สนับสนุนเรื่องนี้เลย เพราะหน้าที่ของธนาคารกลางต้องดูแลรักษาทุนสำรองของประเทศให้ปลอดภัย เพราะเป็นสมบัติของชาติที่มีไว้เพื่อใช้ในยามจำเป็น การลงทุนในหุ้นมีความเสี่ยงมากและอาจสร้างความเสียหายให้กับเงินทุนสำรองได้

ด้าน นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย (TMB) มองว่า ในต่างประเทศธนาคารกลางของประเทศที่มีนโยบายให้ลงทุนในหุ้นได้ก็เคยมีประสบการณ์การขาดทุน ส่วนหนึ่งเพราะอาจเจอปัญหาการจัดการที่ไม่ดี ไม่ว่าการไม่มีธรรมาภิบาล และไม่ทำอย่างโปร่งใส อาทิ กาตาร์ นอร์เวย์ ฯลฯ ฉะนั้น การจะทำ ธปท.ต้องมีกรอบกติกาการลงทุนที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลให้ดี

อย่างไรก็ดี การเริ่มต้น 3-4% ถือว่าไม่มากถึงขั้นจะสร้างความเสียหายรุนแรง หากเทียบกับทุนสำรองที่มีอยู่ประมาณ 1.6-1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ แต่ประเด็น คือ ไทยไม่ได้มีทุนสำรองขนาดใหญ่เพียงพอที่จะออกไปลงทุนหุ้นหรือไม่ เพราะอีกอย่างทุนสำรองส่วนหนึ่งมาจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ จึงมองว่าภาวะนี้อาจจะยังไม่ถึงขั้นต้องออกไปลงทุนในหุ้นหรือไม่

“ตลาดเปลี่ยน การปรับการลงทุนให้เหมาะเป็นเรื่องสำคัญ แต่การเลือกการลงทุนให้มีธรรมาภิบาลและโปร่งใสเป็นเรื่องสำคัญกว่า เพราะหากเลือกลงทุนไม่ชัดให้ประโยชน์กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่ง ไทยอาจจะถูกมองว่าไปไฟแนนซ์ให้กับหุ้นของประเทศนั้น แทนที่จะนำทุนสำรองที่มีมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศก็เป็นได้ เรื่องนี้ต้องระวังให้มาก” นริศ สรุปความเห็น

ขณะที่ อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย แสดงความเห็นด้วยกับการปรับนโยบายการลงทุนของ ธปท.ให้สอดคล้องกับตลาด เพราะการออกไปลงทุนทำในสัดส่วนที่ไม่สูง ถึงจะเสียหายก็ไม่มากน่าจะใช้เป็นโอกาสในการเรียนรู้และลองทำได้  แต่สิ่งที่น่าห่วง คือ การนำเงินทุนสำรองที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดจากนำเข้าติดลบสูงกว่าการส่งออก และเกินดุลจากเงินทุนไหลเข้าของต่างประเทศนั้น การวางกรอบกลยุทธ์ในการลงทุนนั้นรัดกุมเพียงใด เพราะประเทศอื่นๆ ที่นำทุนสำรองไปลงทุนนั้นส่วนใหญ่จะเป็นเงินกำไรสะสมจากการค้าและการส่งออก เช่น มาเลเซียก็กำไรจากการค้าน้ำมัน แต่ประเทศไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น

“ดังนั้น การทำต้องระวังให้มาก และควรวางกรอบการทำให้ชัด สามารถทำได้ แต่ที่น่าห่วงคือ ในอนาคตการทำจะมีธรรมาภิบาลแค่ไหน แล้วการทำเช่นนี้จะเปิดโอกาสให้กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาหาประโยชน์หรือไม่ เรื่องนี้น่าจะสำคัญมากกว่า” อมรเทพ ระบุ

อย่างไรก็ดี จากมุมมองที่หลากหลายข้างต้น พอจะทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ว่า ธปท.มีเจตนาดีในการจะบริหารทุนสำรองที่มีให้เกิดประโยชน์ ดีกว่าจะเอาเงินที่มีเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่มีประโยชน์งอกเงยอะไร แทนที่จะดี อาจจะกลายเป็นเสียก็ได้

การจับตามองของสาธารณชนจะเป็นแรงกดดันให้ ธปท.ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการดำเนินการ โดยการขีดเส้นให้ทำได้แค่ไหนอย่างไร ถูกโยนภาระไปให้คณะกรรมการ ธปท. เป็นผู้ดูแลและอนุมัติในขั้นตอนการปฏิบัติต้องวางกรอบกติกาให้ชัดเจนและรัดกุม และต้องทำอย่างโปร่งใส เพื่อประโยชน์ของประเทศอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินนโยบาย

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค