posttoday
ครีเอทีฟ อีโคโนมี

ครีเอทีฟ อีโคโนมี

24 มีนาคม 2559

โดย...วีระศักดิ์  โควสุรัตน์

โดย...วีระศักดิ์  โควสุรัตน์

ย้อนไปยุค 1990 (ช่วงเดียวกับที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย) เกาหลีใต้เองก็มีเศรษฐกิจอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรุ่งเรืองเป็นเสือเอเชียตัวใหม่

แต่พอปี 2011 หลังวิกฤตต้มยำกุ้งระบาดจนเกาหลีใต้ก็กระทบตามมา ส่งออกหดตัว รัฐบาลขาดพลังการวางแผนและจัดการนโยบาย รวมทั้งวัฒนธรรมของคนทำงานเกาหลีเริ่มชินกับความสบาย ไม่อยากทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่อยากสู้งานแบบรุ่นเก่า

อยากจะ Work to live ไม่ใช่ Live to work

ทูตญี่ปุ่นท่านหนึ่งก็เคยบ่นให้ผมฟังว่า สถานการณ์ในญี่ปุ่นก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน

นี่ราว 20 ปีมาแล้ว ตอนที่ผมยังเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านนโยบายการต่างประเทศ และนโยบายชุมชน

วันนั้นแหละ ที่เกาหลีจับมือกันระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เดินหน้าทำเรื่อง Creative Economy หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์  จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมสร้างสรรค์ 18 ศูนย์ขึ้นทั่วประเทศเกาหลีใต้

แต่ละศูนย์มีบริษัทยักษ์ใหญ่ในเกาหลีเป็นเจ้ามือ เป็นพี่เลี้ยง เพื่อค้นคว้าหาสิ่งที่จะตอบโจทย์ หรือเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมของตัวเจ้ามือ!

เจตนาคือ จะได้มีศูนย์เปิด เพื่อให้มีห้องปฏิบัติการทดลอง และห้องสร้างความร่วมมือจากใครต่อใครในการทดสอบเทคนิคใหม่ๆ ทดสอบวิธีการตลาดใหม่ๆ

เกาหลีไม่พยายามให้รัฐเป็นผู้แทรกแซง แต่ให้เป็นผู้มารับรู้เพื่อกลับไปลดขั้นตอน ลดอุปสรรค ที่รัฐสร้างเอาไว้ อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

เกาหลีเชื่อในหลักคิด “รอวันพันบุปผาผลิบาน” ดังนั้นเกาหลีจึงมุ่งมั่นทำเรื่อง 18 ศูนย์นวัตกรรมเหล่านี้มาเรื่อย ไม่เสนอยุบ ไม่เอามามัดรวมกัน

บางศูนย์ก็เคลื่อนงานได้เร็วกว่าศูนย์อื่น

เพราะเกาหลีเชื่อว่า ถ้าแม้ไม่เกิดผลสำเร็จทั้ง 18 ศูนย์ แต่ขอแค่มีศูนย์ใดศูนย์หนึ่งค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ แม้สักอันหนึ่ง มันก็คุ้มที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่นึกไม่ถึง

ผลของมันเหรอครับ เกาหลีกลายเป็นประเทศที่หันมาพึ่งพาภาคบริการได้สำเร็จ จากที่เคยมีแรงงานในภาคบริการเพียง 28% ในปี 1963 ขยับมาสู่ 77% ในปี 2013  คิดเป็นสัดส่วนรายได้จากภาคบริการเป็น 66% ของจีดีพีเกาหลี

18 ศูนย์นวัตกรรมใหม่เกาหลีที่ผมคิดว่าน่ายกย่องมาเล่าวันนี้ เช่น

ที่ ศูนย์ JEJU มีไว้ดูแลเรื่องไอทีกับท่องเที่ยว มีบริษัท DAUM ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านเว็บ Portal รายแรกๆ ของเกาหลี  ภายหลังขยายมาทำธุรกิจประกัน จากนั้นก็หันมาทำเรื่องบล็อกในระบบออนไลน์อย่างกว้างขวาง ให้บริการคลาวด์ซึ่งทำให้มีความสามารถในการทำตั้งแต่ดิกชันนารีออนไลน์ การ์ตูนออนไลน์ แผนที่ออนไลน์ ดังนั้นไอทีกับท่องเที่ยวจึงได้ประโยชน์ไปด้วยกัน

ที่ศูนย์ GANGWON มีไว้ดูแลเรื่องบิ๊กดาต้า  มีบริษัท Naver ที่คนไทยรู้จักในฐานะเจ้าของระบบ LINE อันลือลั่น  Naver (มีอายุก่อตั้งเพียง 16 ปีเท่านั้น) ปัจจุบันเป็นเจ้าของระบบเสิร์ชเอนจิ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากกูเกิล ยาฮู ไป่ตู และบิง

ดังนั้น การดึงข้อมูลสารพัดที่มีในระบบดิจิทัลของเกาหลี จึงมีผลผลิตที่ทำให้เครื่องมือเครื่องใช้ที่ออกสู่ตลาดล้ำหน้าไม่แพ้ใคร แม้แต่ญี่ปุ่น อเมริกา ยังต้องยอมให้

อ้อ! Naver  ผลิตการ์ตูนออนไลน์มาให้ผู้ใช้ได้อ่านฟรีทุกอาทิตย์ด้วยนะครับ  วิธีการคือ Naver ให้เงินที่เรียกว่า Naver Coin อุดหนุนนักเล่าเรื่องหน้าใหม่มาเจอกับนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ ร่วมกันคิดผลิตการ์ตูนออกมาเผยแพร่ เรื่องไหนดังเป็นที่นิยม คนเขียนก็ได้เลื่อนขั้น ปัจจุบัน 1 Naver Coin มีมูลค่าเท่ากับ 1 วอนของเกาหลีนั่นเอง

เงินของ Naver Coin  เจ้าเงินที่สมมตินี้ได้กลายเป็นเครื่องมือระดมทุน ระดมกิจกรรมให้ผู้ประกอบการสารพัดอย่าง ผู้บริโภคสารพัดประเภทเข้ามาเจอกับนักพัฒนาแอพพลิเคชั่น และทำให้นักเล่าเรื่องมีเวที นักเขียนการ์ตูนมีเวทีแสดงงาน  และได้ค่าตอบแทนที่พัฒนาไต่ระดับไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเหรียญที่สมมติเหล่านี้ ก็เกือบจะเพียงพอใช้จ่ายได้มากมายกับสินค้าและบริการที่เข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่ศูนย์ BUSAN มีไว้ดูแลระบบการจัดจำหน่าย และอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละครเกาหลี

มีบริษัท Lotte ช่วยดูแล  ผมคงไม่ต้องเล่ามาก  เพราะผลของมันออกมาเป็นยังไงก็รู้ๆ กันพอแรงแล้ว แรงจนเกิดกระแสต่อต้านในบางประเทศก็มี

ที่ศูนย์ GYEONGGI มีไว้ดูแลอุตสาหกรรมเกมครับ มีบริษัท KT หรือ Korea Telecom ช่วยดูแล เห็นภาพเลยมั้ยครับ  คนออกแบบเกมช่วยทำให้บริษัท Telecom มีลูกค้ามาใช้ไฮสปีดอินเทอร์เน็ต
เยอะขึ้น 

บริษัท Telecom ก็ทำให้คนเล่นเกมได้โหลดแอพเกมของคนออกแบบเกมง่ายขึ้น “น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” มั้ยครับ!

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว