posttoday

"อภิศักดิ์" เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

22 มีนาคม 2559

การลงทุน จะเป็นอีกจุดหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย จะต้องมีการทำเรื่องธรรมาภิบาล

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ “ปีทองของการลงทุนในประเทศไทย” ในการสัมมนา “โพสต์ฟอรั่ม” จัดโดยบริษัท โพสต์ พับลิชชิง ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวานนี้ว่า การลงทุนในประเทศเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะปัจจุบันเราอยู่ในโลกซึ่งเศรษฐกิจไม่ปกติที่เกิดมาหลายปี ตั้งแต่ฟองสบู่แตกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการทำนโยบายการเงินการคลังพิเศษที่ไม่เคยทำกัน ปัญหาของเศรษฐกิจสหรัฐคล้ายกับต้มยำกุ้งของไทย แต่สิ่งที่สหรัฐทำตรงข้ามกับที่เคยสั่งให้ไทยทำ ทั้งการให้รัดเข็มขัด ขึ้นดอกเบี้ย แต่สหรัฐปล่อยเงินเข้ามาในระบบที่เรียกว่าคิวอี ลดดอกเบี้ยอยู่ระดับใกล้ 0% ที่สหรัฐทำได้เพราะเป็นประเทศใหญ่และมีกำลังสูง

การกระทำดังกล่าวทำให้โลกเชื่อมั่น ทางสหภาพยุโรปก็ทำตามเพราะมีปัญหาตามมาจากฟองสบู่แตกของสหรัฐด้วย ประเทศญี่ปุ่นก็ทำตามเพราะมีปัญหาเศรษฐกิจมากว่า 20 ปี ปรากฏว่าเศรษฐกิจเริ่มขยายตัวได้ดี

แต่นโยบายดังกล่าวทำได้แต่ประเทศใหญ่ แต่ในประเทศเล็กๆ ทำไม่ได้ อย่างเช่น ปัญหาเศรษฐกิจประเทศกรีซ หรือยูเครน ก็ถูกสั่งให้รัดเข็มขัดเหมือนกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของประเทศใหญ่ๆ ในโลกแม้ว่าจะได้ผลดีกับประเทศตัวเอง แต่ก็ได้สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจโลกระยะยาวด้วย โชคดีที่ขณะนั้นเศรษฐกิจประเทศจีนดี มีการส่งเสริมให้มีการลงทุนในภาครัฐบาลท้องถิ่น ทำให้จีนมีการเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้ประเทศสหรัฐและยุโรปค่อยๆ ดีขึ้น

แต่มาวันนี้ จีนมองปัญหาตัวเองว่าที่ทำมาไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้จีนเริ่มคิดใหม่จากที่เน้นเรื่องการส่งออกอย่างเดียว เน้นเรื่องการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่น มาเน้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เมื่อจีนเริ่มคิดแบบใหม่ทำให้เศรษฐกิจของโลกชะลอ ขณะเดียวกันการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวด้วย เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีคลังของจีนยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนโตได้ 7% ไม่มีปัญหา และจะโต 7% ได้อีกนาน แต่เมื่อไม่นานมานี้จีนยอมรับว่าจะโต 6.5% ผลที่ตามมาแม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะโตลดลงมานิดหน่อย มีผลกระทบกับไทยมาก ทำให้การส่งออกของไทยและหลายประเทศในโลกลดลง ทำให้เห็นว่าการค้าของโลกจะลดลงแน่นอน ทำให้ประเทศที่พึ่งการส่งออกมีปัญหาค่อนข้างมาก

"อภิศักดิ์" เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ประเทศไทยจะเริ่มเห็นว่า การส่งออกของไทยปี 2558 ขยายตัวติดลบ 5.8% เดือน ม.ค. 2559 ขยายตัวติดลบ 8-9% และการส่งออกของไทยสัดส่วนสูงมากทางเศรษฐกิจ แต่การลดของการส่งออกไทยยังน้อยกว่าประเทศอื่นๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี ยิ่งในเดือน ก.พ. 2559 ประเทศจีนประกาศการส่งออกลดลง 25% ยิ่งทำให้ตกใจ แต่ตัวเลขการส่งออกของไทยเดือน ก.พ. 2559 เพิ่มขึ้น 10% เป็นการส่งออกทองและน้ำมัน แต่หากไม่คิดสินค้าสองตัวการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น 2% แสดงให้เห็นว่าไทยมีการปรับตัวพอสมควร

เมื่อการส่งออกของไทยเป็นอย่างนี้ รัฐบาลจึงหันมาดูเรื่องเศรษฐกิจภายใน โดยการผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เพราะรัฐบาลมีความเชื่อมั่นว่า คนที่อยู่ฐานรากมีรายได้น้อยมีความเข้มแข็งขึ้น จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจทดแทนเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจโลกได้

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสคุยกับเจ้าหน้าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) บอกว่า ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่ดีมาก และมีไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่สถานะดีเท่าไทย ประเทศไทยยังสามารถออกนโยบายการคลังได้อีกมาก เพราะสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 44% ของจีดีพี ไอเอ็มเอฟบอกว่าไทยควรออกแรงผลักดันในเรื่องของการใช้นโยบายการคลังให้มากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจไทยโตได้เต็มศักยภาพ เพราะที่ประเทศไทยคาดการณ์ว่าจะโตได้ 3.5% ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพ ควรโตได้ 4-5% ซึ่งได้บอกกับทางไอเอ็มเอฟไปว่าเห็นด้วย แต่การโตให้ได้เต็มศักยภาพไม่ใช่แค่การนำเงินใส่เข้าไปเฉยๆ หากใส่เข้าไปแล้วหมดไป ก็จะทำให้ประเทศมีปัญหาเหมือนกับประเทศต่างๆ ในโลก หากเศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น ประเทศไทยก็จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มของประเทศเศรษฐกิจปัญหาของโลกไปด้วย ซึ่งไทยไม่อยากเห็น ซึ่งการจะโตให้ได้ 4-5% ต้องมีการปฏิรูปในหลายๆ เรื่อง

ในการปฏิรูปของประเทศไทยที่มีการพึ่งพาการส่งออกค่อนข้างสูง ต้องมีการปฏิรูปให้คนไทยพึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศได้ นอกจากสร้างความเข้มแข็งฐานราก จะต้องมีการเพิ่มผู้มีรายได้ปานกลางจะเป็นฐานที่สำคัญของประเทศในอนาคตในการสร้างการบริโภคภายในประเทศ คล้ายๆ กับที่ประเทศจีนทำ จีนเชื่อว่าคนชั้นกลางมีมากจึงลดการส่งออก มาพึ่งการบริโภคภายในประเทศ ไทยต้องเดินแนวทางนี้ และหวังว่าการทำเรื่องฐานรากที่ส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของฐานรากเอง จะทำให้ฐานรากมีรายได้มากขึ้นพัฒนาเป็นชนชั้นกลางได้ ไม่ได้อยู่ระดับล่างตลอดไป

เรื่องของการลงทุน จะเป็นอีกจุดหัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย จะต้องมีการทำเรื่องธรรมาภิบาล มีการออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างเรื่องอี-บิดดิ้ง (e-Bidding) ซึ่งผลที่ตามมาคือประหยัดเงินงบประมาณได้ 3 หมื่นกว่าล้านบาท เป็นเพราะว่าแต่เดิมก่อนใช้อี-บิดดิ้ง คนที่มาประมูลจะรู้ว่าใครมาประมูลบ้าง ก็เกิดการฮั้วกัน แต่หลังใช้อี-บิดดิ้งไม่สามารถรู้คนที่เข้าประมูลได้ ทำให้มีการแข่งราคา ทำให้ราคาที่เสนอต่ำสุดตอนนี้ต่ำกว่าราคากลางถึง 30-35% ทำให้เกิดการใช้เม็ดเงินคุ้มค่า นำเงินที่ประหยัดไปใช้ในกิจกรรมอื่นได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจตอนนี้สำคัญที่สุดคือเรื่องการลงทุน ถ้าดูสมการทางเศรษฐกิจเท่ากับการบริโภค บวกลงทุนเอกชน บวกการลงทุนภาครัฐ ซึ่งที่ผ่านมาเรื่องการลงทุนภาครัฐได้มีการทำไปมากไป 2 เรื่อง ในเรื่องกลุ่มที่มีความลำบากและขาดแคลน เช่น กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มเอสเอ็มอี ได้มีการเติมเงินเข้าไปมากเพื่อบรรเทาและให้มีความเข้มแข็ง แต่ภาคเกษตรโชคไม่ดี เจอปัญหาราคาพืชผลตกต่ำและปัญหาภัยแล้ง

ในส่วนของการลงทุนรัฐบาลได้ทำสองส่วน คือ การลงทุนภาครัฐ อีกส่วนหนึ่งของภาคชน ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโต 2.8% การลงทุนภาครัฐโต 29% แต่การลงทุนภาคเอกชนลดลง 2% เมื่อเห็นภาพอย่างนี้รัฐบาลต้องขับเคลื่อนให้เอกชนมีการลงทุนมากขึ้น การลงทุนภาครัฐก็ยังมีความสำคัญ ถ้าเกิดขึ้นได้ก็จะทำให้ภาคเอกชนมั่นใจ ซึ่งการลงทุนภาครัฐที่สำคัญคือโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเกิดขึ้นแน่ไม่ล่าช้า เพราะรัฐบาลได้เร่งเต็มที่ จะทำให้เอกชนเห็นว่ารัฐบาลเอาจริง ทำให้เกิดการลงทุนตาม

ปีที่ผ่านมาการลงทุนภาครัฐขยายตัวได้ 29% ทั้งที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เกิด เพราะมีโครงการลงทุนอื่นใส่เติมลงไป แต่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีการประชาสัมพันธ์ไปมากว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพ

สำหรับการลงทุนภาคเอกชน รัฐบาลเห็นว่าปีที่ผ่านมามีการลงทุนน้อย ได้มีการออกมาตรการสนับสนุนให้เอกชนเข้ามาลงทุน เช่น ให้หักค่าเสื่อมหรือเงินลงทุนได้ 2 เท่า หากลงทุนภายในปีนี้ ตอนนี้ผู้ประกอบการเสียภาษี 20% หากหักภาษีได้สองเท่าเท่ากับเอกชนลงทุน 100 ล้านบาท รัฐบาลออกให้ 20 ล้านบาท เป็นแรงจูงใจที่รัฐบาลให้และหวังว่าภาคเอกชนจะช่วยกันลงทุน

ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ออกมาตรการลงทุนจำนวนมาก เช่น ซูเปอร์คลัสเตอร์ทั้งหมดมี 10 อุตสาหกรรม เป็นอุตสาหกรรมเก่าที่มีศักยภาพ 5 และอุตสาหกรรมใหม่ 5 ซึ่งหากจะปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะต้องไปสู่อุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ทั้ง 10 อุตสาหกรรมดังกล่าวได้พิจารณาแล้วว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยสู้ได้ เช่น อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ เพราะโรงงานประกอบรถยนต์ใช้หุ่นยนต์จำนวนมาก ทำให้มีตลาดที่จะใช้หุ่นยนต์ไฮเทค นอกจากนี้ยังมีอุตสาหกรรมเกษตร เป็นสิ่งที่ไทยมีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ จะมีการตั้งกองทุนเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน เช่น ผู้ประกอบการจะลงทุนทำวิจัย รัฐบาลพร้อมจะนำเงินจากกองทุนเข้าไปสนับสนุน 10-30% เพื่อให้ลงทุนได้ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้เรื่องความสะดวกในการทำธุรกิจ มีการประชุมกับภาคเอกชนรับฟังปัญหาและมีการแก้อย่างเป็นระบบ ทางภาคเอกชนพอใจ ทำให้จูงใจนักลงทุนในและนอกประเทศลงทุนเพิ่มมากขึ้น

"อภิศักดิ์" เชียร์เอกชนลงทุน แรงจูงใจดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

อย่างไรก็ตาม การมีมาตรการไม่สามารถนั่งเฉยๆ และรอให้มีการลงทุน เพราะประเทศอื่นๆ ก็ให้มาตรการจูงใจเหมือนกัน ดังนั้นจะต้องมีทีมซึ่งไปขายของ เพื่อดึงนักลงทุนให้เข้ามาให้ได้ ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มมากขึ้นต้องมีความมั่นใจ ซึ่งคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐบาล หากลงทุนได้เมื่อไร เอกชนมาลงทุนเพิ่มขึ้นแน่ๆ

ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของภาวะเศรษฐกิจโลก ซึ่งไทยต้องทำให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ได้ ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกมาก นอกจากนี้สื่อก็มีความสำคัญ หากเสนอข่าวด้านลบก็ทำให้นักลงทุนใจฝ่อ เอกชนก็ต้องมองไปข้างหน้าว่าการลงทุนไม่ใช่เป็นการลงทุนแค่ในประเทศไทย แต่เป็นการลงทุนเพื่อขยายไปยังกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ซึ่งตลาดใหญ่กว่าไทยมาก ซึ่งไทยมีศักยภาพสูงที่สุดในประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี หากไม่ทำตอนนี้จะมีประเทศอื่นทำแน่นอน และหากการลงทุนของเขาสามารถสนับสนุนกลุ่มซีแอลเอ็มวีได้ จะทำให้ประเทศไทยตกขบวน

อยากบอกนักลงทุนว่า ให้มองไปข้างหน้าและมองด้วยความมั่นใจ มองตลาดที่ใหญ่กว่า สิทธิประโยชน์ที่ภาครัฐให้เป็นสิทธิประโยชน์ที่หาไม่ได้อีกแล้ว และต่อไปการลงทุนอย่างนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวไปสู่ประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น

การลงทุนลักษณะอย่างนี้ เชื่อว่าลงแล้วจะคุ้มค่า และหวังว่าทุกๆ คน ทั้งนักลงทุน ภาครัฐ สื่อมวลชน จะร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝากเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะประเทศไทยคนอื่นมองว่ายังมีศักยภาพ ยังโตได้ไม่เต็มที่ เราต้องช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจโตได้เต็มศักยภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างคนชั้นกลางให้มากขึ้น ลดความลำบากของคนรากหญ้า เอกชนรายใหญ่ต้องช่วยรายเล็ก ซึ่งเหล่านี้ต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปด้วยกัน

ข่าวล่าสุด

สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ทรัมป์ลั่น "คืนนี้คือจุดสิ้นสุด"