
เปิดเกณฑ์ใหม่บัตรคนจน รถเก่าไม่ตัดสิทธิ์ ช่วยคนหลุดระบบ
เกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ใช่แค่เปลี่ยนเงื่อนไข แต่คือความพยายามดึงคนจนตัวจริงกลับเข้าสู่ระบบ หลังคนกว่า 9 ล้านรายถูกตัดสิทธิ์จากข้อจำกัดเดิม
KEY
POINTS
- ปรับเกณฑ์ใหม่โดยไม่นำรถยนต์อายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี มาพิจารณาเป็นทรัพย์สินในการรับสิทธิ์
- รถยนต์ที่ยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระและกรรมสิทธิ์เป็นของบริษัทไฟแนนซ์ จะไม่ถูกนับเป็นทรัพย์สินของผู้ยื่นขอสิทธิ์
- ขยายเวลาและเพิ่มช่องทางการอุทธรณ์ให้ง่ายขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิ์จากเกณฑ์เดิมให้กลับเข้าระบบ
การปรับหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุด อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของระบบสวัสดิการไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลังมีประชาชนกว่า 9 ล้านคน ไม่ผ่านการพิจารณาสิทธิ์จากการตรวจสอบคุณสมบัติ จนเกิดเสียงสะท้อนว่าหลักเกณฑ์เดิมอาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้มีรายได้น้อยจำนวนมาก
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงการปรับรายละเอียดเชิงเทคนิค แต่เป็นความพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้การใช้เงินภาษีของรัฐเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจริง พร้อมลดปัญหาการตกหล่นของผู้มีสิทธิ์
หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและประสานการแก้ไขปัญหาครั้งนี้ คือ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้กำกับดูแลกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสาเหตุสำคัญของการถูกตัดสิทธิ์
ปม “รถยนต์” ต้นเหตุคนหลุดสิทธิ์กว่า 4 ล้านราย
ข้อมูลการตรวจสอบพบว่า จากประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์กว่า 9 ล้านคน มีประมาณ 4 ล้านคน ที่ติดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ยานพาหนะ
หลายกรณีเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เก่าที่ใช้งานมานาน บางคันมีสภาพทรุดโทรมจนแทบไม่มีมูลค่า แต่ยังปรากฏชื่อในทะเบียน ทำให้ถูกตีความว่าเป็นผู้มีทรัพย์สินเกินเกณฑ์
ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์ใหม่จึงปรับให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยกำหนดว่า
- รถยนต์อายุเกิน 20 ปี จะไม่นำมาพิจารณาเป็นทรัพย์สิน
- รถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ขนาดไม่เกิน 300 ซีซี จะได้รับการยกเว้นเช่นกัน
แนวคิดสำคัญคือ รถเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือทำมาหากิน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจของเจ้าของ
อย่างไรก็ตาม การยกเว้นดังกล่าวจะไม่ครอบคลุมรถสะสมหรือรถคลาสสิกที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา เพราะแม้อายุรถจะมาก แต่ยังถือเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง
รถผ่อนอยู่ ไม่นับเป็นทรัพย์สิน
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความสับสนให้ประชาชน คือกรณีรถที่ยังผ่อนชำระกับสถาบันการเงิน
เกณฑ์ใหม่กำหนดชัดว่า หากกรรมสิทธิ์ยังเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ จะไม่นำรถมาคิดเป็นทรัพย์สินของผู้ยื่นขอสิทธิ์ แต่ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปคำนวณตามหลักเกณฑ์ด้านหนี้สินแทน
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้การประเมินฐานะทางเศรษฐกิจสะท้อนข้อเท็จจริงมากกว่าการดูเพียงชื่อที่ปรากฏในทะเบียน
ปรับเกณฑ์หนี้ ลดผลกระทบคนหาเช้ากินค่ำ
นอกจากเรื่องยานพาหนะแล้ว รัฐยังปรับหลักเกณฑ์ด้านหนี้สิน โดยกำหนดวงเงินหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท
แต่มีข้อยกเว้นสำหรับหนี้ที่เกิดจากความจำเป็นในการดำรงชีพ เช่น
- หนี้เพื่อการเกษตรของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)
- หนี้ซอฟต์โลนเพื่อซ่อมแซมบ้านหลังประสบภัยพิบัติ
รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกวิสาหกิจชุมชน ซึ่งก่อนหน้านี้บางส่วนถูกตัดสิทธิ์จากข้อจำกัดของระบบ ก็จะได้รับการปรับปรุงฐานข้อมูลและคืนสิทธิ์ตามเงื่อนไขใหม่โดยอัตโนมัติ
เปิดช่องอุทธรณ์ ลดคนจนหลุดระบบ
อีกมาตรการสำคัญ คือการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 20 กันยายน 2569
พร้อมออกแบบระบบช่วยเหลือให้ประชาชนเข้าถึงง่ายขึ้น ผ่านรูปแบบ One Stop Service ที่ว่าการอำเภอ เพื่อให้สามารถดำเนินการทุกขั้นตอนได้ในจุดเดียว ลดภาระการเดินทางระหว่างหลายหน่วยงาน
สำหรับผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่เดินทางไม่สะดวก จะมีชุดปฏิบัติการระดับอำเภอลงพื้นที่ถึงชุมชน รับคำร้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริง และอำนวยความสะดวกในการยื่นอุทธรณ์
ในกรณีรถที่ขายไปแล้วแต่ยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ หรือรถเสียจนใช้งานไม่ได้ ประชาชนสามารถใช้สัญญาซื้อขาย หรือหนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้านและพยานในชุมชนประกอบการยื่นอุทธรณ์ได้
รวมถึงกรณีถูกแอบอ้างนำชื่อไปใช้ทางภาษี หรือเปิดบัญชีลงทุนโดยไม่ได้ยินยอม ก็สามารถยื่นเรื่องให้ภาครัฐตรวจสอบเพื่อคืนสิทธิ์ได้เช่นกัน
สะท้อนบทบาทฝ่ายการเมืองกับการออกแบบนโยบาย
นายสิริพงศ์ระบุว่า แม้นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่ใช่นโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย แต่เมื่อเข้าร่วมรัฐบาล หน้าที่สำคัญของฝ่ายการเมืองคือการสะท้อนปัญหาที่พบจากพื้นที่ เพื่อให้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจและการคลังปรับหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของประชาชน
เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการบริหารงบประมาณของฝ่ายเทคโนแครต กับการรับฟังเสียงจากประชาชนของฝ่ายการเมือง เพื่อให้ระบบสวัสดิการมีทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรม
จุดหมายคือเงินถึงมือคนที่เดือดร้อนจริง
การปรับเกณฑ์ครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญคือทำให้เงินสวัสดิการจากภาษีของประชาชนตกถึงผู้ที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจริง ลดปัญหาการตัดสิทธิ์จากข้อจำกัดที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง และเปิดโอกาสให้ผู้เดือดร้อนสามารถพิสูจน์สิทธิ์ของตนได้มากขึ้น
ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมยังคงใช้สิทธิ์ได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 ก่อนที่ระบบใหม่จะเริ่มใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เป็นบททดสอบสำคัญว่าระบบสวัสดิการของรัฐจะสามารถเข้าถึง “คนจนตัวจริง” ได้มากเพียงใด และจะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้หรือไม่ว่า ความช่วยเหลือจากรัฐจะไม่ถูกจำกัดด้วยข้อบกพร่องของระบบอีกต่อไป.
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก







