
จุดยืนต่อแม่น้ำโขง
ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้สัมภาษณ์ในเชิงยินดีที่ประเทศจีนระบายน้ำจากเขื่อนสู่แม่น้ำโขง โดยระบุว่า
ท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งให้สัมภาษณ์ในเชิงยินดีที่ประเทศจีนระบายน้ำจากเขื่อนสู่แม่น้ำโขง โดยระบุว่า “แผนบริหารจัดการน้ำเอามาทำใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยง ระหว่างประเทศก็ไปเจรจากับเพื่อนบ้านเขาก็ยินดี เป็นการดูแลต่างตอบแทน ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนแจ้งประเทศไทยประเทศเดียวว่าปล่อยน้ำมาให้ เพราะเราค่อนข้างมีสัมพันธ์ที่ดีกับเขา” เป็นการแสดงท่าทีซึ่งน่ากังวล เพราะอีกไม่กี่วันจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุมผู้นำ 6 ประเทศ สมาชิกกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่ประเทศจีน
หัวข้อหลักของการประชุมครั้งนี้คือ “Shared River, Shared Future” โดยจะมีการร่างปฏิญญาซานย่า กำหนดทิศทาง หลักการ และแนวทางความร่วมมือของกรอบแม่โขง-ล้านช้าง ร่างแถลงการณ์ความร่วมมือด้านศักยภาพในการผลิต
ความน่ากังวลก็คือ นายกรัฐมนตรีของไทยมีทัศนคติอย่างไร มีข้อมูลเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของแม่น้ำโขงมากแค่ไหน และเป็นข้อมูลจากฝ่ายใดบ้าง เพราะค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า จีนเลือกที่จะระบายน้ำให้แก่ประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่างเพื่อบรรเทาภัยแล้ง เป็นการแสดงน้ำใจในช่วงที่ทุกประเทศกำลังเผชิญภัยแล้งที่กำลังรุนแรง เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการประชุมที่จีนเป็นเจ้าภาพ
การประชุมกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งจีนริเริ่ม เป็นตัวตั้งตัวตีผลักดัน ในฐานะประเทศต้นน้ำโขง จีนมีโครงการมากมายที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขง ทั้งแหล่งพลังงาน เส้นทางขนส่งสินค้า อีกทั้งการผลักดันยุทธศาสตร์เศรษฐกิจกับกลุ่มประเทศอินโดจีน ล้วนแต่เกิดประโยชน์กับจีนทั้งสิ้น ในภาวะเช่นนี้ผู้นำของไทยจะนำพาประเทศตั้งมั่น ณ จุดยืนใด
แต่จากท่าทีซึ่งยินดีต่อการที่จีนระบายน้ำลงแม่น้ำโขงเพื่อช่วยบรรเทาภัยแล้ง ทำให้น่าสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในประเทศจีนอย่างรอบด้านและครบถ้วน เพียงพอที่จะตัดสินใจใดๆ ในฐานะตัวแทนประเทศไทยต่อกรณีแม่น้ำโขงหรือไม่ เพราะการตัดสินใจใดๆ นั้น ใช่มีผลต่อประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศในลุ่มน้ำโขงอีก 5 ประเทศ บทเรียนสำคัญจากการที่ประเทศจีนสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าโดยไม่ฟังเสียงทัดทาน จนทำให้แม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลง คือสิ่งที่เป็นประจักษ์ชัดอยู่ในขณะนี้
นายกรัฐมนตรีอาจจะยังไม่ทราบว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่สร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแล้วเสร็จ จีนไม่เคยเปิดเผยข้อมูลกักเก็บน้ำ การระบายน้ำ แม้คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงหรือเอ็มอาร์ซี จะแจ้งขอไปแล้วหลายครั้ง อีกทั้งจีนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกเอ็มอาร์ซีมาโดยตลอด
ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ที่หลายประเทศกำลังเผชิญวิกฤตภัยแล้ง ในช่วงที่ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนส่งผลให้เห็นประจักษ์ จึงเป็นช่วงที่ทุกประเทศต้องทบทวนหาทางลดผลกระทบ แบ่งปันสายน้ำนานาชาติสายนี้ให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง แต่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากจะมีการประชุมกำหนดกรอบการพัฒนาใดๆ เพิ่มขึ้นมา ซึ่งอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อแม่น้ำโขงเพิ่มขึ้นมาอีก
นี่คือสิ่งที่ 6 ประเทศลุ่มน้ำโขงต้องตระหนักร่วมกัน







