
เสริมทัพครอบครัว
เมื่อวราพิณตอบรับ ผมก็มาบอกชิวบ๊วย เธอยินดีด้วยและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญจัดการเรื่องงานแต่งงานของผมกับวราพิณ
โดย...ซิวซี แซ่ตั้ง
เมื่อวราพิณตอบรับ ผมก็มาบอกชิวบ๊วย เธอยินดีด้วยและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญจัดการเรื่องงานแต่งงานของผมกับวราพิณ ฟังดูอาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อของหลายๆ คน ที่ภรรยาจะไปขอผู้หญิงอื่นให้สามี เรื่องนี้คงต้องยกความดีให้กับชิวบ๊วยที่มีจิตใจกว้างขวาง ยอมเสียสละให้ผมได้แต่งงานกับวราพิณ ทั้งยังเป็นผู้จัดเตรียมสินสอดทองหมั้น เท่านี้สามชาติผมก็ไม่มีวันตอบแทนน้ำใจของเธอได้หมดแล้ว
ชิวบ๊วยต้องขายหมูที่เลี้ยงไว้ เพื่อนำเงินมาเป็นค่าสินสอด เงินจากการขายหมูได้มา 1 หมื่นบาท แบ่งเป็นค่าสินสอดสำหรับสู่ขอวราพิณ 5,000 บาท แล้วก็ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อาทิ ค่าชุด ค่าทองซึ่งเป็นของหมั้น
สำหรับทองหมั้นนั้น ผมจัดการซื้อทองมอบให้เป็นของหมั้นของแต่งงานแก่วราพิณเป็นทองคำหนัก 5 บาท ซึ่งเวลานั้นราคาทองคำในตลาดตกราวๆ บาทละ 400 บาทโดยประมาณ เรื่องที่แสดงถึงความรักความอบอุ่นของเราสามคนอย่างแท้จริงคือ เรื่องที่เราสามคน ผม ชิวบ๊วย และวราพิณ ไปเลือกซื้อชุดแต่งงานด้วยกัน
ข่าวการแต่งงานครั้งที่สองของผมกับวราพิณนั้นลือกระฉ่อนไปทั่ว เพื่อนบ้านและคนที่รู้เรื่องทั้งหลายต่างมองผมด้วยสายตาแปลกๆ ซุบซิบนินทาเวลาที่เห็นผมเดินผ่าน บางคนที่สนิทกันก็กระเซ้าเย้าแหย่ พูดดีบ้างพูดไม่ดีบ้าง ที่แรงๆ กระทบความรู้สึกของผมก็ว่า “ผมหลอกเด็ก” ผมได้แต่ยิ้มๆ เพราะรู้ดีว่าความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูดกัน ชิวบ๊วยเองก็โดนนินทาเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ถูกซุบซิบนินทา ถูกยุแหย่ให้ไม่สบายใจว่า “ระวังนะ ปล่อยให้ผัวมีเมียเด็ก เดี๋ยวเขาไปหลงเมียเด็กเธอจะต้องเก๊กซิม”
แต่ชิวบ๊วยหาได้หวั่นไหวไปตามเสียงยุแหย่เหล่านั้น เพราะเธอมั่นใจในตัวผม และรู้จักวราพิณเป็นอย่างดี เธอเดินหน้าจัดงานแต่งงานให้ผมกับวราพิณ งานแต่งงานเป็นไปอย่างเรียบง่าย หลังการแต่งงานวราพิณก็ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเราอย่างเต็มตัว เวลานั้นผมจำได้แม่นว่าเป็นวันที่เฉลียวลูกคนที่ 7 ของผมมีอายุได้ราวๆ 10 เดือนเท่านั้น
ลูกเล็กๆ ไม่มีปัญหาเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจอะไรมากมาย ผมแค่บอกลูกว่า ต่อไปนี้ พี่วราพิณจะเข้ามาอยู่ในบ้านกับเรา มาช่วยดูแลลูกและเป็นแม่ของพวกลูกๆ อีกคน “พวกเราต้องเรียกพี่เขาว่า ‘แม่เล็ก’ แล้วเรียกแม่ว่า ‘แม่ใหญ่’ เข้าใจไหม”
ลูกที่ยังเล็กพยักหน้ารับรู้ ไม่มีข้อสงสัย แต่ลูกที่โตแล้วของผม 3-4 คนมีสีหน้างงๆ ไม่เข้าใจ ที่จริงก็เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ และหากเข้าใจก็ยากจะทำใจ โดยเฉพาะกับลูกสาวคนโตของผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับวราพิณ อ่อนกว่ากันไม่กี่ปี เคยเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วจู่ๆ วันหนึ่งคนที่เคยเล่นด้วยกันเปลี่ยนสถานะจากที่เคยเรียกว่า “พี่” มาเป็น “เมียอีกคนของพ่อ”
ผมเข้าใจดีถึงความลำบากใจของลูกๆ และสิ่งเดียวที่จะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายไปในทางที่ดี ก็คือ “เวลา” วราพิณเองก็บอกกับผมว่า “อั๊วจะพยายามทำให้ลูกๆ ของเถ้าแก่ยอมรับว่าอั๊วเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวให้ได้”
ผมได้แต่ภาวนาขอให้ความตั้งใจของวราพิณเป็นผลสำเร็จ สามารถทำให้ลูกของผมทุกคนยอมรับเธอ อาจมีปัญหาบ้างก็เป็นเพียงช่วงแรกๆ แต่ในเวลาไม่นานนัก ความดีของเธอก็ทำให้ทุกอย่างราบรื่น วราพิณทำได้อย่างที่บอก ลูกๆ ทุกคนยอมรับและเข้ากับเธอได้เป็นอย่างดี เพราะความดีและการแสดงความจริงใจของเธอ ทุกอย่างที่เธอทำไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลืองานทางบ้าน ทำกับข้าวสารพัดอย่างให้คนในบ้านและคนงานของผม ช่วยแม่ใหญ่เลี้ยงหมู โกยขี้หมูโดยไม่รังเกียจ พอถึงเวลาเด็กๆ ไปโรงเรียนเธอก็สตาร์ทรถขับพาลูกๆ ของผมไปส่งที่โรงเรียนแต่เช้าตรู่ ตอนเย็นก็ไปรับกลับ ไม่เคยให้ผมกับชิวบ๊วยต้องกังวลเลย
เหนืออื่นใด วราพิณรักลูกของผมเหมือนเป็นลูกของเธอ เป็นห่วงเป็นใยรักใคร่อย่างแท้จริง เห็นได้จากเวลาลูกๆ ของผมบ่นหิว เธอจะรีบกุลีกุจอทำอาหาร จัดการให้พวกเขาได้กิน หากลูกๆ ร้องไห้ เธอจะรีบเข้าไปดู ไปโอ๋ ช่วยเหลือดูแลพวกเขาราวกับเป็นแม่แท้ๆ ทุกสิ่งเกิดจากใจ ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความเสียสละ หาได้เสแสร้งแกล้งทำ
เป็นธรรมชาติของเด็กที่จะรู้ว่าใครรัก ใครจริงใจ ถ้ารักเขาจริงเขาจะรักและเข้าหาคนนั้น ลูกๆ ของผมทุกคนติดวราพิณไม่น้อยไปกว่าแม่ของตัวเอง เพราะพวกเขารู้ว่าวราพิณรักและเมตตาพวกเขา นอกจากนั้นเธอยังให้ความเป็นมิตร สร้างความสนุก เป็นกันเอง ทำให้เด็กๆ รู้สึกเหมือนกับว่าเธอเป็นเพื่อน เป็นพี่ ไม่ใช่แม่ที่พวกเขาจะต้องเกรงกลัว และเนื่องจากวราพิณมีอายุห่างจากลูกชายคนโตของผมแค่ 4-5 ปีเท่านั้น เธอมักบอกกับลูกๆ ของผมเสมอว่า... “ฉันมาเป็นพี่สาวคนโตของพวกเธอนะ ไม่ได้มาเป็นแม่” แล้วเด็กๆ ก็จะหัวเราะกันด้วยความขบขัน
(อ่านต่อฉบับวันเสาร์หน้า)







