
บันทึกจากปลายด้ามขวาน ชำแหละขบวนการบีอาร์เอ็น
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
ปฏิบัติการบุกยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ตอนกลางวันแสกๆ เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ราว 50 คน สวมชุดสีดำสวมหมวกไหมพรมปิดบังใบหน้า พร้อมอาวุธสงครามครบมือ ก่อนจะใช้เป็นฐานที่มั่นยิงเข้าใส่ฐานปฏิบัติการของกองร้อยทหารที่ 4816 ซึ่งตั้งอยู่ริมรั้วโรงพยาบาล มีอาสาสมัครทหารพรานได้รับบาดเจ็บ 6-8 นาย โดยวางแผนให้เจ้าหน้าที่ทหารยิงถล่มกลับเข้าไปในโรงพยาบาลให้ได้รับความเสียหายให้มากที่สุด โชคดีที่ไม่เป็นไปตามแผนของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
การก่อเหตุอย่างอุกอาจของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบครั้งนี้ จงใจเลือกลงมือในวันที่ 13 มี.ค. เพราะเป็นวันคล้ายวันสถาปนาขบวนการบีอาร์เอ็น (Barisan Revolusi Nasional Melayu Pattani) หรือขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี ซึ่งสถาปนาขบวนการครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2503 โดยเดินตามแผนการต่อสู้ 7 ขั้นตอน เพื่อเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กลุ่มบีอาร์เอ็นได้ประกาศขั้นตอนการต่อสู้ในขั้นที่ 7 คือ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลง
ยุทธศาสตร์ที่กลุ่มบีอาร์เอ็นใช้คือสงครามประชาชน ยุทธวิธีที่ใช้ 2 ยุทธวิธี คือ 1.รูปแบบของสงครามกองโจร 2.สงครามข้อมูลข่าวสาร เพื่อนำไปสู่เป้าหมายตามกฎบัตรสหประชาชาติในการกำหนดใจตนเอง ซึ่งปรากฏเป็นครั้งแรกในมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 (xv) ลงวันที่ 14 ธ.ค. ปี ค.ศ. 1960 เรื่องการให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญ 4 ประการ
1.เป็นพื้นที่ขัดแย้งด้วยอาวุธ
2.มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง
3.เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์เป็นของตนเอง
4.เป็นดินแดนที่ถูกยึดครอง (สิทธิความเป็นเจ้าของ)
ทั้งนี้ มติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งนั้น มีข้อความกำหนดไว้ในมาตรา 1.1 ระบุว่า กลุ่มชนหรือประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง โดยสิทธิดังกล่าวพวกเขามีเสรีภาพในการตัดสินใจในสถานะทางการเมืองและการดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างเสรี
ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย กลุ่มบีอาร์เอ็นจึงใช้วิธีการบ่อนทำลาย โดยขบวนการบีอาร์เอ็นต้องการบ่อนทำลายการปกครองโดยรัฐไทย บ่อนทำลายเศรษฐกิจ บ่อนทำลายการศึกษา และสังคมจิตวิทยา เป็นต้น ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายเอาไว้ 3 เป้าหมาย คือ 1.เป้าหมายบุคคล ได้แก่ เจ้าหน้าที่รัฐด้านความมั่นคง บุคลากรทางการศึกษาและศาสนา มุสลิมที่สนับสนุนรัฐไทย และคนไทยพุทธ 2.เป้าหมายสถานที่ เช่น ย่านการค้า สถานบันเทิง ในเขตเมือง 3.เป้าหมายทรัพย์สินของรัฐและประชาชน อาทิ สถานที่ราชการ โรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า ประปา เสาโทรศัพท์ ทางรถไฟ ฯลฯ
ทั้งหมดดำเนินการสอดคล้องไปกับการรุกด้านภาคประชาสังคม มีการจัดตั้งองค์กรในรูปแบบต่างๆ เพื่อดำเนินการแทรกซึมเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและอุดมการณ์ทางการเมืองตามแนวคิดของกลุ่มบีอาร์เอ็น เช่น การจัดตั้งองค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือทางกฎหมาย สร้างกลุ่มเครือข่ายเยาวชน จัดตั้งมูลนิธิ รวมทั้งวิทยาลัยประชาชนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยทั้งหมดจะทำงานสอดประสานกันอย่างเป็นระบบ
ที่น่าตกใจก็คือ มีข้อมูลโครงสร้างงานการเมืองของกลุ่มบีอาร์เอ็นแฝงอยู่ในสถานศึกษาชั้นนำหลายแห่ง โดยมีการจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยประธาน 1 คน เลขาธิการ 1 คน และรองประธานอีก 4 คน ดูแลงานด้านต่างๆ ได้แก่
1.ฝ่ายจัดขบวนนักเรียน มุ่งไปที่นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า 2.ฝ่ายจัดขบวนนิสิตนักศึกษา มุ่งไปที่ระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 3.ฝ่ายจัดขบวนเยาวชน มุ่งไปที่อายุ 16-25 ปี ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา และ 4.ฝ่ายสัมพันธ์นอกปาตานี ประสานจัดขบวนนักเรียน นิสิตนักศึกษา และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในปาตานี พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายต่างประเทศ
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมนักศึกษาปาตานีทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีนโยบายสำคัญคือ “ซาตูปาตานี” หรือ “หนึ่งปาตานี” มีความหมายว่า ปาตานีเป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง
นอกจากนี้ กลุ่มขบวนการยังใช้ปฏิบัติการข่าวสารด้วยการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยเป็นเว็บไซต์ที่จัดตั้งในต่างประเทศ 18 เว็บไซต์ เว็บไซต์ในประเทศที่มีเนื้อหาเอนเอียงหรือสนับสนุนกลุ่มขบวนการ 5 เว็บไซต์ รวมทั้งเว็บเพจหรือเฟซบุ๊กของกลุ่มสมาชิกหรือแนวร่วมอีก 40 เว็บ ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อใส่ร้ายรัฐไทยในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการข่มเหงรังแกและทำร้ายมุสลิม เพื่อสร้างความเกลียดชังรัฐไทย ควบคู่ไปกับการปลูกฝังอุดมการณ์และความเชื่อตามแนวคิดของกลุ่มบีอาร์เอ็น เช่น การลอบวางระเบิดสถานบันเทิง ร้านคาราโอเกะ ก็นำไปบิดเบือนว่าเป็นการทำความสะอาดแหล่งสกปรกโสมมของสังคม
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความสลับซับซ้อนในมิติหนึ่งเท่านั้น แต่สถานการณ์ในปัจจุบันยังมีอีกหลายมิติที่มีความซับซ้อนและยุ่งยากไม่น้อยไปกว่ากัน การแก้ปัญหาของหลายรัฐบาลที่ผ่านมาต้องทุ่มทั้งงบประมาณและกำลังพลลงไปเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์โดยรวมก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะความซับซ้อนของปัญหาที่หมักหมมอยู่เป็นเวลานาน
ถามว่า 12 ปี ดีขึ้นหรือไม่ หากดูจากสถิติการก่อเหตุพบว่าตั้งแต่ปี 2547-2558 มีการก่อเหตุรวม 9,534 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 4,047 ราย โดยในปี 2558 มีการก่อเหตุน้อยที่สุด 410 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 204 ราย น้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2547 ที่มีผู้เสียชีวิต 147 ราย ซึ่งหากใช้ตัวเลขสถิติเป็นหลักก็ต้องบอกว่าดีขึ้น แต่ในแง่ของสภาพจิตใจและความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศที่มีต่อสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ
อย่างไรก็ตาม ผมยังเชื่อมั่นในรัฐไทย และมั่นใจว่าจะไม่มีขบวนการใดที่จะมาแบ่งแยกดินแดนปลายด้ามขวานทองของไทยได้ และขอให้กำลังใจกับผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างหาญกล้า เพื่อนำความสงบสุขกลับมาสู่มาตุภูมิ ให้พี่น้องทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิมสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้ดังเดิม







