
คสช.หงายไพ่อยู่ยาว ลุยนายกฯคนนอก
ไพ่ใบสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถูกหงายออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ไพ่ใบสุดท้ายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถูกหงายออกมาในช่วงโค้งสุดท้ายการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อล่าสุด พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ทำหนังสือส่งความเห็นการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญส่งตรงถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นเอกสาร 6 หน้า รวม 3 ข้อเสนอ
เนื้อหาดูจะตอกย้ำข้อกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” เปิดทางอยู่ยาว ถึงขั้นที่ คสช.ต้องรีบออกตัวปฏิเสธ มาพร้อมกันกับข้อเสนอตัดทางข้อครหาที่จะตามมา
“คสช.ขอเรียนว่า อย่าได้หวาดระแวงว่าจะมีการสืบทอดอำนาจ คสช.ยินดีจะพ้นจากตำแหน่งและยุติอำนาจหน้าที่ทั้งปวงตามกำหนดเวลาในโรดแมปและในร่างรัฐธรรมนูญ และจะไม่เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซงการเลือกตั้งและการจัดการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การประคับประคองสถานการณ์ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ ซึ่งรวมถึงวุฒิสภาด้วย”
แต่ตามข้อเท็จจริงหากพิจารณารายละเอียดข้อเสนอของ คสช. ที่ระบุว่า เป็นเนื้อหาที่มาจากการประชุมร่วมกันของแม่น้ำ 4 สาย คือ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะเห็นว่ามีหลายส่วนเปิดทางให้เกิดการสืบทอดอำนาจ
โดยเฉพาะตามที่ระบุในข้อ 3 ซึ่งถือเป็นการปลดล็อกเปิดทาง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรก
ดังจะเห็นจากที่ คสช.เสนอให้ “งดเว้น” ไม่นำเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 154 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองอาจแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 3 รายชื่อ และให้
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะจากรายชื่อดังกล่าวมาบังคับใช้ในช่วงระยะแรกตามบทเฉพาะกาล
หากย้อนไปดูที่มาที่ไป การให้พรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อ คนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการหาทางออกของ กรธ. ที่ห่วงว่าหากจะล็อกให้นายกฯ มาจาก สส. อาจเกิดวิกฤตทางตันซ้ำรอยเดิม หรือหากจะเปิดกว้างก็จะถูกข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ
ดังนั้น เมื่อสุดท้ายมาตัดเงื่อนไขเรื่องพรรคการเมืองเสนอ 3 รายชื่อ ย่อมหนีไม่พ้นต้องถูกมองว่าเปิดทางนายกฯ คนนอก โดยเฉพาะบทเรียนจากในอดีตยังชวนให้เชื่อว่า คนจาก คสช.อาจถูกเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีในช่วงเปลี่ยนผ่าน ด้วยเหตุผลเรื่องมั่นคงจำเป็นต้องประคับประคองสถานการณ์
สอดรับกับเหตุผลที่ คสช.อธิบายว่า การพยายามทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกติกาสากลเป็นเรื่องจำเป็น แต่การดำเนินการทุกอย่างและโดยทันทีอาจยังไม่เหมาะสมเพราะอ่อนไหว สุ่มเสี่ยงและอันตรายสำหรับระยะเปลี่ยนผ่าน
“กรณีนี้ควรพิจารณาถึงอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นเพราะเหตุที่มีเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ผู้มีชื่อในบัญชีถอนตัวหรือตกเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในภายหลัง หรือไม่มีพรรคการเมืองใดได้รับเสียงข้างมากจนจำเป็นต้องจัดตั้งรัฐบาลผสมร่วมกับพรรคการเมืองอื่น แต่ไม่อาจตกลงในชื่อบุคคลผู้สมควรเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีจากบัญชีของแต่ละพรรคได้ อันจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลประสบปัญหา ทั้งที่พรรคการเมืองเหล่านั้นอาจเห็นชอบร่วมกันให้เสนอชื่อบุคคลอื่นนอกบัญชีแต่ย่อมไม่อาจทำได้ แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ยังน่าวิตกว่าจะทำได้”
ยังไม่รวมกับข้อเสนออีกสองข้อ ทั้งเรื่องการกำหนดให้ สว.มาจากการสรรหา หรือแต่งตั้งในช่วงเปลี่ยนผ่าน จำนวน 250 คน เพื่อให้สามารถรักษาสัดส่วนการใช้อำนาจหน้าที่บางอย่างร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎร 500 คน ได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
รวมทั้งยังมีข้อเสนอเรื่อง สว.โดยตำแหน่ง อันจะเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ ที่จะมาจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และ ผบ.ตร.
ที่สำคัญยังเสนอให้ สว.มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ หรือไม่ไว้วางใจ หรือตามกติการะบบรัฐสภาและกระบวนการยุติธรรมตามสมควรในระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่าน
ทุกอย่างสอดรับกับท่าทีของ “คนแดนไกล” เริ่มเปิดหน้าเคลื่อนไหวยกใหม่ในช่วงนับถอยหลังสู่การเลือกตั้ง
ไม่แปลกที่ คสช.จะจุดประเด็นเป็นห่วงเรื่อง “ปฏิรูป” กลัวทุกอย่างจะเสียของ หากรัฐบาลใหม่ไม่ขานรับ จำเป็นต้องมีกลไกรับไม้ต่อจนมาสู่ข้อเสนอดังกล่าว
แม้มีชัยจะระบุว่า “การทำงานของ กรธ.ขณะนี้ไม่มีใครมาบีบบังคับ ยังมีความเป็นอิสระ” พร้อมกับท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่อยากรับเผือกร้อน
แต่คำตอบทั้งหมดอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ที่ประกาศชัดว่า “ไม่ดีก็ร่างใหม่ ทำไมล่ะก็ผมมีอำนาจ ที่จะทำให้บ้านเมืองปลอดภัย ไม่ใช้อำนาจในทางที่ผิด”







