
OPEC+ เพิ่มโควตาผลิตน้ำมันต่อเนื่อง หลังฮอร์มุซเริ่มฟื้น กดดันราคาน้ำมันโลก
OPEC+ เห็นชอบเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม หลังการส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มฟื้นตัว ขณะที่ราคาน้ำมันโลกยังเผชิญแรงกดดันจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น
กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร (OPEC+) มีมติอนุมัติการเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันอีก 188,000 บาร์เรลต่อวันเริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 ระหว่างการประชุมผ่านระบบออนไลน์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่องจากเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ท่ามกลางสถานการณ์ที่การส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ส่งผลให้แรงกดดันด้านอุปทานเพิ่มขึ้นและราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงอ่อนตัว
การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้สมาชิกหลัก 7 ประเทศของ OPEC+ ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก คูเวต แอลจีเรีย คาซัคสถาน และโอมาน เดินหน้าผ่อนคลายมาตรการลดกำลังการผลิตที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2566 อย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม กลุ่มได้เพิ่มโควตาการผลิตรวมเกือบ 800,000 บาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นได้ไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้การเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ต้องหยุดชะงัก กระทบต่อการส่งออกของประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต และอิรัก
ข้อมูลของ OPEC+ ระบุว่า ปริมาณการผลิตของกลุ่มลดลงจาก 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือ 33.13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในเดือนพฤษภาคม ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวในเดือนมิถุนายน จากความพยายามของสหรัฐฯ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และประเทศผู้ผลิตรายอื่นสามารถส่งออกน้ำมันได้มากขึ้น แม้ระดับการผลิตยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม
แม้อุปทานจากตะวันออกกลางยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ราคาน้ำมันได้ปรับลดลงสู่ระดับใกล้เคียงก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยได้รับแรงกดดันจากการนำเข้าน้ำมันของจีนที่ชะลอตัว การเพิ่มการส่งออกจากผู้ผลิตนอกตะวันออกกลาง รวมถึงการระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของหลายประเทศ ภายใต้การประสานงานของสำนักงานพลังงานสากล (IEA)
จิโอวานนี สเตาโนโว นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า การที่สมาชิกหลักทั้ง 7 ประเทศทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยสำคัญในระยะสั้นยังคงอยู่ที่จำนวนเรือบรรทุกน้ำมันที่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์น้ำมันและการนำเข้าของจีน
ขณะเดียวกัน บันทึกความเข้าใจระหว่างกรุงวอชิงตันและกรุงเตหะรานเพื่อยุติสงคราม ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดว่าอุปทานน้ำมันจะทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติในระยะต่อไป
ด้านราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ระดับประมาณ 72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ประมาณ 2,630 บาทต่อบาร์เรล) ลดลงจากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤตที่เคยทะยานเกิน 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ประมาณ 4,380 บาทต่อบาร์เรล)และกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงก่อนเกิดความขัดแย้ง
นอกจากการบริหารกำลังการผลิตแล้ว OPEC+ ยังเผชิญความท้าทายใหม่ หลังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถอนตัวจากกลุ่มเมื่อปลายเดือนเมษายน เพื่อให้สามารถกำหนดระดับการผลิตได้อย่างอิสระ ขณะที่อิรักได้ส่งสัญญาณเรียกร้องให้มีการปรับเพิ่มโควตาการผลิตของตนเอง
ตามการคำนวณของสำนักข่าวรอยเตอร์ หลังการเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนสิงหาคม สมาชิกหลักทั้ง 7 ประเทศจะเหลือกำลังการผลิตที่ต้องทยอยคืนสู่ตลาดอีกเพียงประมาณ 379,000 บาร์เรลต่อวัน และหากที่ประชุมในวันที่ 2 สิงหาคม มีมติเพิ่มกำลังการผลิตในระดับใกล้เคียงกันอีกครั้งในเดือนกันยายน ก็จะถือว่ากลุ่มได้ยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2566 ได้อย่างสมบูรณ์







