
ธ.ดึงเงินนอก
แบงก์กู้สั้น-ดูดเงินฝากกลับให้สินเชื่อคาดผลตอบแทนดีกว่าจมในตปท.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิล่าสุดในเดือน มิ.ย.ปีนี้ พบว่า ภาคธนาคารพาณิชย์มีการนำเงินทุนเข้าประเทศจำนวน 2,724 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.72 หมื่นล้านบาท พลิกจากเดือน พ.ค. ขนเงินออกไปถึง 1,625 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินเข้ามาส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะสั้นและการลดเงินฝากจากบัญชีในต่างประเทศ
แบงก์กู้สั้น-ดูดเงินฝากกลับให้สินเชื่อคาดผลตอบแทนดีกว่าจมในตปท.
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายสุทธิล่าสุดในเดือน มิ.ย.ปีนี้ พบว่า ภาคธนาคารพาณิชย์มีการนำเงินทุนเข้าประเทศจำนวน 2,724 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8.72 หมื่นล้านบาท พลิกจากเดือน พ.ค. ขนเงินออกไปถึง 1,625 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินเข้ามาส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ระยะสั้นและการลดเงินฝากจากบัญชีในต่างประเทศ
ทั้งนี้ ทั้งเดือน มิ.ย. มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 2,168 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6.93 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,867 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.23 แสนล้านบาท จากเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 1,699 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5.43 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในเดือน มิ.ย. การลงทุนในหลักทรัพย์ยังมียอดไหลออกจำนวน 993 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.18 หมื่นล้านบาท เกิดจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 321 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.02 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกันนักลงทุนไทยก็ขนเงินออกไปลงทุนต่างประเทศจำนวน 672 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 2.15 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มการลงทุนหุ้นและหลักทรัพย์ในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะพันธบัตรเกาหลี
สำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง จำนวน 282 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 9,024 ล้านบาท จากความมั่นใจที่ดีขึ้นของนักลงทุนต่างชาติ หลังสถานการณ์การเมืองคลี่คลาย
นายตรรก บุนนาค ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เป็นไปได้ว่าในช่วงนี้ธนาคารพาณิชย์ไทยที่เคยนำเงินไปลงทุนในพันธบัตร หรือหุ้นกู้ในต่างประเทศ เพื่อบริหารสภาพคล่องในระยะสั้น เมื่อครบกำหนดแล้วไม่ลงทุนต่อ และเลือกที่จะนำเงินลงทุนกลับเข้ามาในไทยแทน ซึ่งสาเหตุอาจจะเป็นเพราะต้นทุนของอัตราแลกเปลี่ยนแพงขึ้นและนำมารองรับการขยายตัวของสินเชื่อในประเทศที่มีโอกาสเติบโตต่อไป
“หากนักลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศก็มักจะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูง เพราะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงแต่ให้ผลตอบแทนสูงธนาคารก็ไม่ไปลงทุนอยู่แล้ว ฉะนั้น ผลตอบแทนที่ได้ในต่างประเทศอาจจะไม่แตกต่างจากที่ลงทุนได้ในไทย ที่สำคัญลงทุนในไทยความเสี่ยงอาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำ” นายตรรก กล่าว
นอกจากนี้ ค่าความเสี่ยงหรือเครดิตสเปรดในต่างประเทศยังไม่ปรับตัวดีขึ้น ต่างจากไทยที่แนวโน้มเครดิตสเปรดดีขึ้นหลังผ่านพ้นสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง







