posttoday
เงินไหลเข้า ดันบาทแข็ง-หุ้นขึ้น

เงินไหลเข้า ดันบาทแข็ง-หุ้นขึ้น

15 มีนาคม 2559

แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ แต่กลับมีเงินไหลเข้าในประเทศมาก กดดันให้เงินบาทแข็งค่า และดัชนีหุ้นทะยานขึ้นต่อเนื่อง

แม้เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงซึ่งเป็นผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศ แต่กลับมีเงินไหลเข้าในประเทศมาก กดดันให้เงินบาทแข็งค่า และดัชนีหุ้นทะยานขึ้นต่อเนื่อง

จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้น เป็นผลจากเงินทุนไหลเข้าในช่วงนี้ แต่การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านที่รับเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศที่เป็นประเทศอุตสาหกรรมเช่นเดียวกัน

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ตลาดการซื้อขายเงินบาทปิดตลาดในช่วงเย็นที่ระดับ 35.06-35.08 บาท/เหรียญสหรัฐ ใกล้เคียงกับช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ 35.07-35.09 บาท/เหรียญสหรัฐ ไม่แข็งค่าหลุดแนวรับสำคัญที่ 35 บาท เนื่องจากตลาดยังรอความชัดเจนในปัจจัยสำคัญที่จะมีผลต่อทิศทางตลาดคือ การประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่นในวันที่ 14-15 มี.ค. และธนาคารกลางสหรัฐ 15-16 มี.ค.นี้

ด้านค่าความผันผวนค่าเงินเมื่อวันที่ 14 มี.ค. พบว่า เงินบาทมีค่าความผันผวนค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอยู่ที่ 4.68% ส่วนมาเลเซียมีค่าความผันผวนมากที่สุด 11.20% ถัดมาเกาหลีใต้ 10.29% สิงคโปร์ 6.71% ไต้หวัน 6.49% อินเดีย 6.03% อินโดนีเซีย 5.92% จีน 4.74% และฟิลิปปินส์ 4.43%

ทางด้านตลาดหุ้นวันที่ 14 มี.ค. ดัชนีหุ้นไทยผันผวนมาก ระหว่างวันขึ้นไปสูงสุด 1,407.21 จุด หลังจากนั้นร่วงลงมาติดลบเล็กน้อยก่อนเด้งขึ้นมาปิดที่ระดับ 1,394.27 จุด เพิ่มขึ้น 0.86 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 47,849 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิ 2,053.32 ล้านบาท และซื้อตราสารหนี้ไทยมากถึง 5,771 ล้านบาท

สันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตอนนี้พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติน่าสนใจมาก ในปี 2558 หากดูวันทำการ 100 วัน ต่างชาติขายสุทธิไปถึง 85 วัน ส่วนปีนี้จากต้นปีถึงกลางเดือน ก.พ. เริ่มซื้อสุทธิและเดือน มี.ค.ซื้อสุทธิเกือบทุกวัน

ทั้งนี้ ข้อมูลการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย. 2558 เพื่อจ่ายเงินปันผล นักลงทุนต่างชาติถือครองหุ้นไทยสัดส่วนประมาณ 32% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม ประมาณ 14 ล้านล้านบาท หลังจากนั้นต่างชาติขายออกมาอย่างต่อเนื่องจนสู่ระดับให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด ทั้งนี้ต้องติดตามการปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเดือน เม.ย. 2558 เพื่อจ่ายเงินปันผลว่าตัวเลขจะออกมาเป็นอย่างไร

สำหรับตั้งแต่ต้นปีถึงขณะนี้ ค่าเงินบาทยังเคลื่อนในระดับที่สอดคล้องกับสกุลในภูมิภาคที่ส่วนใหญ่ปรับแข็งค่าขึ้น โดยสกุลที่แข็งค่ามากที่สุด คือ อินโดนีเซีย 5.86% ญี่ปุ่น 5.65% มาเลเซีย 4.71% สิงคโปร์ 3.19% ไทย 2.89% ฟิลิปปินส์ 1.48% จีน (หยวน ออฟชอร์) 1.25% ไต้หวัน 0.63% และจีน (หยวน ออนชอร์ หรือ อัตราในประเทศ) 0.01% ขณะที่เงินฮ่องกงดอลลาร์กลับอ่อนค่าลง 0.11% เกาหลีใต้อ่อนค่าลง 1.16% และอินเดียอ่อนค่าลง 1.27% เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีปัญหาเฉพาะ

ด้านนักค้าเงินธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในระยะข้างหน้าก็มีโอกาสเห็นการกู้ยืมสกุลเงินที่ต้นทุนต่ำไปหาผลตอบแทนที่สูงกว่า (แคร์รีเทรด) เงินเยนและยูโรที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบเข้ามาผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงกว่าในภูมิภาคนี้ รวมทั้งไทยได้ ถ้าเงินในสองสกุลนี้อ่อนค่าลง แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่น่าจะมีแคร์รีเทรด เยน หรือยูโร เพราะว่าถ้าเกิดการแคร์รีเทรดจริงๆ ค่าเงิน 2 สกุลนี้ต้องอ่อนค่าลง แต่เท่าที่ดูขณะนี้ทั้งสองสกุลไม่ได้อ่อน

“การที่จะกู้เงินดอกเบี้ยถูกหรือแคร์รีเทรด แต่ค่าเงินแข็ง คงหากำไรยาก เพราะสมมติว่าเมื่อกู้เยนหรือแคร์รี่เยนไปแล้ว จะเอาจะสินทรัพย์อื่นหรือสกุลอื่นที่เราไปลงทุนนั้นกลับมาซื้อเยนที่แข็งค่ามันคงไม่คุ้มหรือไม่กำไรคุ้มค่าความเสี่ยง” นักค้าเงินระบุ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก