
น้ำมันขาขึ้นอย่าเพิ่งวางใจ ยังไม่ใช่จุดต่ำสุด
เมื่อช่วงต้นปี 2016 ทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิตกกังวลกับราคาน้ำมันที่ร่วงลงต่อเนื่อง และยังมองไม่เห็นจุดต่ำสุด
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
เมื่อช่วงต้นปี 2016 ทั่วโลกยังอยู่ในภาวะวิตกกังวลกับราคาน้ำมันที่ร่วงลงต่อเนื่อง และยังมองไม่เห็นจุดต่ำสุด นับตั้งแต่ที่เริ่มร่วงลงในช่วงกลางปี 2014 เป็นต้นมา และลงไปอยู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 13 ปี หลุดช่วง 30 เหรียญสหรัฐ ไปแตะ 26.21 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลมาแล้ว เมื่อวันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา
สิ่งที่หลายฝ่ายพากันคาดการณ์ในช่วงเวลานั้นก็คือ ราคาน้ำมันโลกมีโอกาสสูงที่จะดำดิ่งลงต่อเนื่องไปแตะระดับ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งนอกจากราคาน้ำมันถูกจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกอย่างที่คาดแล้ว ยังมีแนวโน้มจะก่อวิกฤตตามมาทั้งในภาคเอกชนที่จะเกิดภาวะผิดนัดชำระหนี้ และความเสี่ยงต่อกิจการล้มละลาย ไปจนถึงผลกระทบต่อรัฐบาลประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม เพียงแค่ 1 เดือนถัดมา ราคาน้ำมันโลกกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วถึงราว 50% จนขึ้นไปเหนือระดับ 40 เหรียญสหรัฐ แตะระดับ 41.43 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ได้เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับสมมติฐานใหม่ในวงการน้ำมันว่า “ภาวะขาลงของวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันรอบนี้ได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว”
สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ถือเป็นหัวขบวนในวงการที่ให้มุมมองล่าสุดเอาไว้ว่า ตลาดน้ำมันอาจผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากเผชิญวิบากกรรมมานานเกือบ 2 ปีเต็ม โดยมีปัจจัยหนุน 2 ประการสำคัญ คือ อิหร่าน และประเทศนอกกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (นันโอเปก)
อิหร่านนั้นถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่เขย่าราคาน้ำมันโลกให้ดิ่งฮวบลงมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตลาดตอบรับความกังวลล่วงหน้าตามคำขู่อย่างต่อเนื่องของรัฐบาลกรุงเตหะราน ที่จะทยอยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันต่อวัน จากปลายปี 2015 ที่ราว 2.8 ล้านบาร์เรล/วัน ให้เพิ่มขึ้นอีกวันละ 2 ล้านบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปีนี้ ตามการคาดการณ์ของบลูมเบิร์ก
ไออีเอมองว่าคำขู่ของอิหร่านเริ่มลดดีกรีความน่ากังวลลงมาแล้ว และเชื่อว่าอิหร่านจะทยอยปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอย่างค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หลังจากเมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา อิหร่านเพิ่งประกาศว่าเพิ่มกำลังการผลิตได้แล้ววันละ 4 แสนบาร์เรล
อีกปัจจัยที่หนุนสมมติฐานราคาน้ำมันโลกขาขึ้นก็คือ กลุ่มประเทศนอกโอเปกที่มีกำลังการผลิตน้ำมันลดลง โดยตัวเลขซัพพลายเดือน ก.พ. จากกลุ่มนันโอเปกเริ่มลดลงวันละ 9 หมื่นบาร์เรล มาอยู่ที่ 57.1 ล้านบาร์เรล/วัน และคาดว่าจะลดลงเพิ่มขึ้นวันละ 7.5 แสนบาร์เรล ภายในปีนี้ หรือลดลงอีก 25% จากปีที่แล้ว
ที่สำคัญก็คือ ประเทศนอกโอเปกที่นำโดยรัสเซีย และประเทศโอเปกที่นำโดยซาอุดิอาระเบีย เวเนซุเอลา และกาตาร์ มีการเดินหน้าเจรจากันอย่างจริงจังเพื่อหาข้อตกลงระงับเพดานการผลิตน้ำมัน ไม่ให้แต่ละประเทศเพิ่มการผลิตกันมากขึ้นตามใจจนกดราคาน้ำมันลงมาอีก
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ทั้งที่ไออีเอระบุถึงหรืออยู่นอกเหนือจากที่ระบุไว้ จะเห็นได้ว่าอาจยังไม่มีอะไรที่สามารถรับประกันได้ว่า “ราคาน้ำมันโลกจะกลับเข้าสู่ยุคขาขึ้นแล้ว”
หมายความว่า แม้ราคาน้ำมันอาจจะไม่ดำดิ่งลงไปแตะ 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ตามสมมติฐานเลวร้ายสุดที่เคยคาดการณ์กันก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ราคาน้ำมันในระยะใกล้นี้จะถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่องไปยืนพื้นเหนือระดับ 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลได้ง่ายๆ
โกลด์แมน แซคส์ กรุ๊ป อิงค์ เป็นหัวขบวนหลักที่เห็นแย้งกับไออีเอ โดยมองว่าการจะสรุปว่าราคาน้ำมันที่ขึ้นไป 50% ในช่วง 2 เดือนมานี้ ถือเป็นการผ่านจุดต่ำสุด และกำลังเข้าสู่ยุคขาขึ้นนั้น ถือเป็นการด่วนสรุปที่เร็วเกินไป โดยต้องรอให้น้ำมันขึ้นไปนิ่งเป็นเวลานานมากกว่านี้จึงจะสามารถชี้ชัดได้ว่าตลาดผ่านจุดต่ำสุดเพื่อเข้าสู่ยุคขาขึ้นแล้วจริงๆ
บริษัทลงทุน แบล็กเวลล์ โกลบอล อินเวสต์เมนต์ มองด้วยว่า ยังไม่ควรลืมปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อราคาน้ำมันโลก ไม่ว่าจะเป็นปริมาณความต้องการน้ำมันโลกที่ยังคงซบเซาตามสภาพเศรษฐกิจ และปริมาณน้ำมันสำรองที่โดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง เช่น ซาอุดิอาระเบีย ที่มีเพดานการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนไปแตะที่ 10.23 ล้านบาร์เรล/วัน ในเดือน ก.พ. ส่วนตัวเลขการผลิตน้ำมันบริเวณพื้นที่น้ำลึกของอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นการตัดสินใจระยะยาวก่อนหน้านี้และไม่สามารถปรับเปลี่ยนไปมาได้ง่ายๆ ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 8% ในปีนี้ และเพิ่มขึ้นเป็น 10% ในปีหน้า ไปอยู่ที่เฉลี่ย 1.83 ล้านบาร์เรล/วัน
ขณะที่ปัจจัยอย่างข้อตกลงร่วมในการคงเพดานการผลิตน้ำมันนั้น ในเชิงพื้นฐานแล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นปัจจัยที่สร้างผลในเชิงจิตวิทยาที่ทำให้ราคาอาจขึ้น-ลงได้อย่างผันผวน มากกว่าจะส่งผลในเชิงพื้นฐานที่ช่วยดันราคาน้ำมันได้ถาวรอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ เพราะอิหร่านซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการเจรจานอกเหนือไปจากรัสเซียนั้น ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ว่าจะให้ความร่วมมือที่จะนำไปสู่ผลบวกอย่างเป็นรูปธรรมภายในการประชุมใหญ่โอเปกเดือน มิ.ย.นี้ หรือไม่
ล่าสุด ไบจาน ซานกาเนห์ รัฐมนตรีน้ำมันอิหร่าน ส่งสัญญาณว่าอิหร่านจะไม่เข้าร่วมการเจรจาระหว่างผู้ผลิตรายอื่นๆ เพื่อคงกำลังการผลิตน้ำมัน โดยตั้งเงื่อนไขว่าจะเข้าร่วมหากอิหร่านบรรลุเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 4 ล้านบาร์เรล/วันแล้ว ซึ่งเท่ากับว่าการประชุมล็อบบี้ให้คงเพดานน้ำมันของ 4 ชาติอาจจะไปไม่ได้ไกลกว่านี้ และอาจทำให้การประชุมใหญ่โอเปกช่วงกลางปี ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงอะไรออกมา
ขณะเดียวกัน หากย้อนกลับไปดูข้อตกลงคงเพดานการผลิตน้ำมันที่ผ่านมาจะพบว่า เคยมีข้อตกลงในทำนองนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2001 นำโดยซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน ทว่าที่สุดแล้ว รัสเซียก็ไม่ได้ทำตามข้อตกลงที่วางกันเอาไว้ ซ้ำยังมีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นอีก
อีไอเอเองยังระบุไว้ด้วยว่า ข้อตกลงคงกำลังการผลิตน้ำมันที่กำลังผลักดันกันอยู่ อาจจะไม่ได้ช่วยในแง่การเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานได้มากนัก และที่สุดแล้ว ราคาน้ำมันอาจพ้นจุดต่ำสุดแล้วก็จริง แต่จะยังไม่ใช่ช่วงขาขึ้นเช่นกัน เพราะยังต้องรอผ่านช่วงการปรับสมดุลอีกระยะ
ราคาน้ำมันโลกจึงยังเต็มไปด้วยปัจจัยบวกและลบทั้งในเชิงพื้นฐานและเชิงจิตวิทยา ที่พร้อมจะมาเขย่าตลาดและกระทบต่อราคาสินทรัพย์อื่นๆ อย่างผันผวนต่อเนื่องไปอีกหลายเดือนหลังจากนี้







