
หลากมิติของความมั่นคง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
ก่อนหน้านี้ผู้เขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติมาแล้วหลายครั้ง วันนี้จะเขียนมุมมองหลากมิติด้านความมั่นคง ที่นักความมั่นคงแห่งชาติสามารถนำไปใช้ได้ โดยทั่วไปก็ไม่มีอะไรแตกต่างอะไรกันนัก Nayef Al Rodhan แพทย์ด้านประสาท จบและสอนในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เขาเป็นบอร์ดทางการแพทย์ แต่หันมาสนใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ และทำวิจัยให้อเมริกาด้วย เขาให้นิยามความมั่นคงที่คล้ายกับมาตรฐานทางตะวันตกกำหนดขึ้น ซึ่งใช้วัดอุณหภูมิความมั่นคงของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่มีความวุ่นวายภายใน ประเทศใดต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนดก็จะตกเป็นเป้าหมายที่ชาติใหญ่จะเข้าไปแทรกแซง แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ประเทศใหญ่แทรกแซงประเทศเล็กได้ จากการตีความที่อาจแตกต่างกัน
นาเยฟ มองว่า มุมมองต่อความมั่นคงระหว่างประเทศในอดีตที่ผ่านมามักจะมุ่งความสนใจไปที่บทบาทของภาครัฐและการใช้พลังความสามารถทางการทหารเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เขามองว่า อย่างไรก็ตามในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา คำจำกัดความของความมั่นคงขยายกว้างมากขึ้น เพื่อให้ทันกับประชาคมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ที่เราเรียกว่าเป็นโลกแห่งโลกาภิวัตน์ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีข่าวสารที่พัฒนารวดเร็ว แต่ก็ตามมาด้วยภัยคุกคามรูปแบบใหม่ต่อความมั่นคงของโลก เขาจึงกำหนด “หลักการความมั่นคงหลากหลายมิติ” ขึ้น บนสมมติฐานที่ว่า การเมืองระหว่างประเทศทุกวันนี้จะคิดถึงแต่ภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้ ที่ใครชนะเอาไปหมด
นาเยฟมองความมั่นคงระหว่างประเทศใน 5 มิติ คือ
มิติแรก เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งมนุษย์ ซึ่งให้น้ำหนักต่อปัจเจกชนมากกว่ารัฐ
มิติที่สอง เป็นเรื่องความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพชั้นบรรยากาศโลก ภาวะโลกร้อน ทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรม
มิติที่สาม เขาพูดถึงความมั่นคงแห่งชาติ โดยมองว่า รัฐเป็นผู้ผูกขาดการใช้กำลังทหารแต่ผู้เดียว กำลังทหารและตำรวจเป็นปัจจัยสำคัญในความมั่นคงของชาติ
มิติที่สี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับภัยคุกคามข้ามชาติ เช่น อาชญากรรมข้ามชาติ การก่อการร้ายระหว่างประเทศ การค้ามนุษย์
มิติที่ห้า เป็นเรื่องการผสมผสานความกลมกลืนในวัฒนธรรม อารยธรรมที่แตกต่างกัน การข้ามสายอารยธรรม เป็นความมั่นคงข้ามวัฒนธรรม
เขาเน้นว่า การที่จะให้ความมั่นคงทั้ง 5 มิติเกิดขึ้นได้ต้องใช้ “หลักธรรมาภิบาล” ในการบริหารเท่านั้น และต้องทำในทุกระดับ เพราะนี่เป็นสิ่งเดียวที่จะสร้างหลักประกันด้านความมั่นคงให้ได้ หากทำได้ โลกก็จะเกิดความมั่นคงที่ยั่งยืน เพราะความมั่นคงโลกในปัจจุบันไม่ใช่แค่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้น แต่ระหว่างอารยธรรมและวัฒนธรรมของกลุ่มต่างๆ ด้วย
นักคิดนักเขียนหลายคนมีมุมมองต่อความมั่นคงของโลกคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะความมั่นคงโลกหลังสงครามเย็นที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวาง รุนแรง รวดเร็ว ก่อนหน้านี้ Peter Hough เคยเขียนหนังสือเรื่อง “ทำความเข้าใจกับความมั่นคงของโลก” โดยให้รายละเอียดภัยคุกคามโลกที่เปลี่ยนแปลงไป มุมมองต่อความมั่นคงของโลกที่เปลี่ยนไป แม้ Nayef Al Rodhan จะแยกมุมมองด้านความมั่นคงเป็นหลากหลายมิติ แต่สาระสำคัญก็คล้ายกัน
หลังสงครามเย็นนักคิดนักเขียนด้านความมั่นคงให้น้ำหนักกับภัยจากการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่ที่จะนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 น้อยลง ทางด้านการทหาร พวกเขาให้น้ำหนักกับสงครามจำกัดเขต การขัดแย้งพรมแดนมากกว่า รวมทั้งการจลาจลในประเทศ สงครามกลางเมืองซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นหลายแห่งในโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง อิรัก ซีเรีย อัฟกานิสถาน ซึ่งหากวิเคราะห์เจาะลึกไปแล้ว มีเรื่องเกี่ยวกับลัทธิความเชื่อ ศาสนา อารยธรรม เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย หรือแม้แต่ศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกายก็ขัดแย้งกัน ปัญหาเฉพาะหน้าของโลก นอกจากการก่อการร้ายในประเทศและระหว่างประเทศแล้ว เป็นความขัดแย้งกันในความเชื่อทางศาสนาและอารยธรรม รวมทั้งการอพยพลี้ภัยจากการสู้รบ การโยกย้ายถิ่นฐานเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า
ชาวซีเรียและแอฟริกาเหนือหลายแสนคนที่อพยพหนีภัยและความยากจนไปสู่ยุโรป อาจเป็นปัญหาใหม่ด้านความมั่นคงของโลก ใครจะรู้ว่าคนเหล่านี้รวมกับชาวมุสลิมในท้องถิ่นที่อยู่มาก่อนแล้วรวมกันอาจกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเจ้าของบ้านดั้งเดิมกลายเป็นคนส่วนน้อยแทน อารยธรรมตะวันออกกลางเคลื่อนย้ายไปยังยุโรป ในอนาคตอาจมีความขัดแย้งระหว่างสองอารยธรรมใหญ่ของโลก อเมริกันและยุโรปซึ่งเป็นผู้ก่อความขัดแย้งจะแก้ปัญหานี้อย่างไร อเมริกันที่เที่ยวยุแหย่ สร้างปัญหาให้คนอื่นทั่วโลกไม่เดือดร้อนนักเพราะมีมหาสมุทรแอตแลนติกขวางกั้นไม่ให้ผู้อพยพไปยังฝั่งทวีปอเมริกา แต่ผู้นำยุโรปคงพูดไม่ออก เพราะไม่สามารถปฏิเสธที่จะรับผู้อพยพเหล่านี้ได้ เนื่องจากตนสนับสนุนประเด็นสิทธิมนุษยชนสากลตลอดมา หลังสงครามเย็นยุโรปตะวันตกเผชิญกับการหลั่งไหลของผู้คนจากยุโรปตะวันออก แต่นั่นก็เป็นคนอารยธรรมเดียวกัน ครั้งนี้เป็นการอพยพของคนต่างอารยธรรม บางคนเรียกว่าเป็นการรุกทางอารยธรรมครั้งใหญ่
การอพยพลี้ภัย การโยกย้ายถิ่นฐานขนาดใหญ่ การขัดแย้งระหว่างอารยธรรม ศาสนา ความยากจน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติจากฝีมือมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นและถี่ขึ้น ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งการก่อการร้ายระหว่างประเทศ จะเป็นภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงของโลกในศตวรรษนี้ ทั้งหมดต่างเกิดจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น







