posttoday
จีน...จีน...จีน... ต้นเหตุวิกฤตปี’59? (จบ)

จีน...จีน...จีน... ต้นเหตุวิกฤตปี’59? (จบ)

02 มีนาคม 2559

เมื่อฉบับที่แล้วเราคุยกันไปแล้วถึงเหตุผลสี่ประการ ที่ประเทศจีนอาจจะกลายเป็นต้นตอแห่งวิกฤตในปีนี้

โดย...ดร.วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เมื่อฉบับที่แล้วเราคุยกันไปแล้วถึงเหตุผลสี่ประการ ที่ประเทศจีนอาจจะกลายเป็นต้นตอแห่งวิกฤตในปีนี้ นั่นคือ หนึ่ง เมื่อบรรดากูรู...ส่งสัญญาณ ไม่ว่าจะเป็นจอร์จ โซรอส หรือคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ สอง หนี้สินอันหนักอึ้งของ...ภาคเอกชนของจีน ได้ทำให้ทุกวันนี้จีนได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีหนี้สินมากที่สุดในโลก สาม จีนยังคงเป็นประเทศที่จนอยู่ และสี่ เมื่อบรรดาปัญหารุมเร้า...ยักษ์ใหญ่ตนนี้ วันนี้...จะขอคุยต่อเลยนะครับ

ห้า รัฐบาลจีน...ประกาศสู้ไม่ถอย

ประธานาธิบดีของจีน...สีจิ้นผิง ได้ประกาศให้ปี 2020 (พ.ศ. 2563) เป็นปีที่จีนจะต้องเอาชนะความยากจนให้จงได้ โดยจีนจะพัฒนาเกือบทุกด้านไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการสังคม การศึกษา และการรักษาพยาบาล นายสียังมีความพยายามที่จะคงความเป็นมหาอำนาจทางทหาร โดยการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในการเร่งสร้างกองทัพจีนให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะได้พร้อมแสดงแสนยานุภาพโดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา และในปีนั้นจะเป็นปีที่จีนจะมีโรงประกอบเครื่องบินเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรกบนผืนแผ่นดินของตน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็คงไม่ต้องพึ่งนักคณิตศาสตร์ระดับโลกมาคำนวณสิ่งที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนในเวลานี้ บรรดาสิ่งที่จีนจะต้องทำนั้นจะทำให้ตัวเลขการขยายตัวของงบประมาณจะต้องขยายตัวเป็นเลขสองหลักอย่างแน่นอน ในขณะที่ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงเป็นเลขตัวเดียวอยู่ รัฐบาลพยายามคงอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไว้ในระดับ 7% แต่สิ่งที่
นักวิเคราะห์คาดว่าจะเป็นก็คือ นอกจากจะต่ำกว่า 7% แล้ว ยังมีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ในปีนี้ 2559 รัฐบาลจีนคาดการณ์ว่าตัวเลขการขาดดุลงบประมาณของจีนน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ต่างพากันกังขาเนื่องจากว่า ในอดีตหลังวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ สหรัฐอเมริกาต้องทำงบประมาณขาดดุล 8-9% เพื่อให้เศรษฐกิจของตนรอดพ้นจากวิกฤต จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า จีนจะสามารถนำพาประเทศรอดพ้นจากวิกฤตด้วยตัวเลขขาดดุลเพียง 3% เท่านั้น

หก หน้าตักของจีนใหญ่มหึมาแต่ก็มีวันหมดได้

จริงอยู่...จีนเป็นประเทศที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงที่สุดในโลก ในช่วงต้นปีที่แล้ว จีนมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์เสียอีก พอมาต้นปีนี้เงินจำนวนดังกว่าลดลงเหลือเพียง 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ หายไปแล้วประมาณ 6 แสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากการไหลออกครั้งใหญ่ของเงินทุนจากต่างประเทศ (Capital Flight) พร้อมกับการเริ่มเก็งกำไรว่าค่าเงินหยวนจะอ่อนตัว

ในอดีตคุณผู้อ่านหลายท่านคงพอจำกันได้ว่า ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ประเทศไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตเกิดการไหลออกของเงินทุนจำนวนมาก และการโจมตีค่าเงินบาท ทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศของเราลดลงเหลือแค่ 5,000 ล้านดอลลาร์

อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยในเวลานั้น...หมดตัวแล้ว แล้วก็ประกาศค่าเงินบาทลอยตัว อัตราแลกเปลี่ยนวิ่งจาก 25 บาท/ดอลลาร์ กลายไปเป็น 56 บาท/ดอลลาร์ หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้นเท่าตัว ในระยะเวลาไม่ถึงปี... แล้วภาคเอกชนของไทยก็เจ๊งกันเกือบทั้งประเทศ ในเวลานี้คงไม่มีใครกล้าออกมาการันตีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับไทยในอดีต จะไม่เกิดกับจีนในปัจจุบันนี้

เจ็ด หากวิกฤตในจีนเกิดจริงแล้วมันจะรุนแรงแค่ไหน?

จากการสำรวจผลที่มีต่อสหรัฐอเมริกา...ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกพบว่า อเมริกาส่งสินค้าออกไปยังจีนเพียง 0.7% ของ GDP ของอเมริกาเอง ขณะที่ภาคการธนาคารของอเมริกามีส่วนแบ่งในตลาดจีนเพียง 0.8% ของขนาดสินทรัพย์ทั้งหมดเท่านั้น

ดังนั้น จึงประเมินได้ว่า หากเกิดวิกฤตในจีนจริง สหรัฐอเมริกาในฐานะพี่เบิ้มทางเศรษฐกิจก็คงจะยืนหยัดอยู่ได้ ทำให้สถานการณ์คงไม่หนักหนาสาหัสนัก

หน่วยงานวิจัยของ Goldman Sachs วาณิชธนากรระดับโลก ได้ทำการประเมินผลกระทบในกรณีดังกล่าวด้วย โดยพบว่าถ้าเศรษฐกิจของจีนหดตัวลงไปทุก 1% จะทำให้ขนาดเศรษฐกิจของอเมริกาลดลงไปเพียง 0.1% เท่านั้น แต่หากวิกฤตในจีนก่อให้เกิดโรคระบาดทางการเงินขยายตัวไปทั่ว ซึ่งนั่นอาจส่งผลทำให้เศรษฐกิจของอเมริกาหดตัวลงได้ถึง 0.47%

ไอเอ็มเอฟก็ได้ทำการประเมินผลกระทบดังกล่าวเช่นกันโดยพบว่า หากเกิดวิกฤตในจีนจริง การหดตัวของเศรษฐกิจจีนทุก 1% จะทำให้เศรษฐกิจโลกลดลงเพียง 0.05% ขณะที่หากเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาหดตัวลงทุก 1% จะทำให้เศรษฐกิจโลกหดตัวลงถึง 0.3% ดังนั้นวิกฤตในจีนหากเกิดจริง ก็คงจะไม่สามารถส่งผลได้รุนแรงเท่ากับวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

ในปัจจุบันนี้โอกาสที่จะเกิดวิกฤตในจีนนั้นยังมีอยู่สูงมาก ถ้าจีนยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบการเงินของตนได้

ทำให้นึกถึงคำพูดของ เบน เบอร์ แนนคี(Ben Bernanke)อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา ที่เคยกล่าวไว้ว่า“The lesson of history is that you do not get a sustainedeconomic recovery as long as the financial systemis in crisis.” แปลตามความได้ว่า “บทเรียนจากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า คุณไม่สามารถที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ยั่งยืนได้ ตราบใดที่ระบบการเงินยังอยู่ในวิกฤตอยู่” ก็ได้แต่หวังว่าจีนจะพ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงันได้ในเร็ววันนะครับ

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน