
การค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
โดย...ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
งานศึกษาทางด้านการค้าระหว่างประเทศโดยส่วนใหญ่มักกำหนดวัตถุประสงค์ในการเพิ่มปริมาณการค้า รวมถึงการพยายามใช้การค้าในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจเปิดที่มีขนาดเล็ก (Small Open Economy) ที่มีสัดส่วนของการค้าระหว่างประเทศต่อรายได้ประชาชาติในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง
แนวคิดหนึ่งที่องค์กรระหว่างประเทศพยายามสนับสนุนก็คือ ให้การค้ามีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศมากกว่าช่วยสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพียงอย่างเดียว กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ขององค์กรดังกล่าวพยายามศึกษาว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะสามารถใช้ภาคการค้าระหว่างประเทศเป็นแรงผลักอันหนึ่งในการลดปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างการเจริญเติบโตอย่างสมดุลและเสมอภาค (Inclusive Trade) ได้หรือไม่?
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Theory) ได้อธิบายว่า การค้าระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเจ้าของปัจจัยการผลิตที่ประเทศนั้นมีอยู่อย่างมากมาย (Owner of Abundant Factor) ในกรณีของประเทศกำลังพัฒนา ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่มากและถูกใช้มากที่สุดก็คือ “กำลังแรงงาน” ดังนั้นการค้าระหว่างประเทศน่าจะช่วยสร้างรายได้ให้กับแรงงานในประเทศและช่วยลดปัญหาความยากจนในประเทศได้
แต่ข้อค้นพบจากงานศึกษาวิจัยในโลกแห่งความเป็นจริงกลับไม่ออกมาเช่นนั้น การค้าระหว่างประเทศอาจไม่ช่วยลดความยากจนเสมอไป งานวิจัยต่างๆ เห็นพ้องต้องกันว่า ช่องทางหลักในการลดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำก็คือ 1) การค้าระหว่างประเทศจะต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ในการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และ 2) ต้องให้แน่ใจว่ารายได้ที่ประเทศได้รับการจากการค้าระหว่างประเทศนั้นควรที่จะต้องตกอยู่กับคนจนในสัดส่วนที่สูง โดยคนจนจะต้องมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นทั้งประเทศ ระบบที่ถูกต้องสามารถทำหน้าที่เป็น “ตัวช่วย” ในการลดปัญหาความยากจน (Aid for Trade) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในกรณีของประเทศไทย โครงการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ผมเป็นหัวหน้าโครงการโดยได้รับการสนับสนุนจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) โดยร่วมวิจัยกับ รศ.ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ จากนิด้า ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการค้าระหว่างประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและพบว่า การเปิดเสรีการค้า (Trade Liberalization) ของไทยสามารถทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้ของประชากรไทยเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของการเปิดเสรีการค้าว่าเปิดเสรีในสาขาใด
หากการค้ามีผลช่วยให้เกิดการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ในการผลิตในสาขาการเกษตรกรรมหรือถ้าประเทศได้ดำเนินการปรับลดอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษีในสาขาการผลิตบริการลงจากเดิมแล้ว การค้าระหว่างประเทศจะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในประเทศไทยลงได้ ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของประเทศไทยที่ต้องเน้นพัฒนาเทคโนโลยีในภาคเกษตรกรรมและลดกฎระเบียบทางการค้าอื่นๆ แทนที่จะไปทุ่มเททรัพยากรกับภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ประเทศไทยไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
นอกจากมิติทางด้านการค้าระหว่างประเทศแล้ว การเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอย่างเช่นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment) และการลงทุนในหลักทรัพย์ทางการเงินจากต่างประเทศ (Portfolio Investment) เองก็ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำเช่นเดียวกัน โดยการศึกษาพบว่า ถึงแม้ว่าการขยายตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินจากต่างประเทศจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนจากต่างประเทศก็ตาม แต่การลงทุนในสินทรัพย์จากต่างประเทศกลับก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ระหว่างครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม ถ้าเปรียบเทียบกับการขยายตัวของการส่งออก การส่งออกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยที่สุด แต่ก่อให้เกิดการกระจายรายได้ระหว่างครัวเรือนที่เท่าเทียมกันมากที่สุด ส่วนการขยายตัวของการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจะมีผลกระทบต่อการผลิตและการกระจายรายได้ในระดับปานกลาง
ทั้งนี้ ในการที่จะออกแบบให้การค้าระหว่างประเทศสามารถทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำและความยากจนของประเทศได้นั้น นโยบายการค้าจำเป็นต้องผ่านกระบวนการเชื่อมโยงดังต่อไปนี้
นโยบายการค้าต้องสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างสูงให้กับประเทศ (Creating Economic Opportunities) นโยบายการค้าต้องสร้างโอกาสในการให้กับบุคคลต่างๆ ในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน (Ensuring Access to Create Opportunities) และนโยบายการค้าควรมีส่วนช่วยในการสร้างความเชื่อมแน่นทางสังคม (Preserving Social Coherence)







