posttoday
ลดดอกเบี้ยไม่พอ โลกหนุนคลังกระตุ้นศก.เพิ่ม

ลดดอกเบี้ยไม่พอ โลกหนุนคลังกระตุ้นศก.เพิ่ม

29 กุมภาพันธ์ 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

ไม่ว่าจะเป็นที่ประชุมกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ที่เพิ่งจบลงไปหมาดๆ ไปจนถึงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) และแม้แต่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ต่างก็พร้อมใจกันออกมาส่งสัญญาณในช่วงนี้ที่ชัดเจนและเหมือนกันอย่างหนึ่งว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกในวันนี้มีปัญหามากกว่าที่คาด โดยที่มาตรการสนับสนุนทางการเงินจากบรรดาธนาคารกลางเพียงอย่างเดียวนั้น อาจจะ “เอาไม่อยู่”

เพราะนับตั้งแต่เริ่มต้นปี 2016 เป็นต้นมา ความปั่นป่วนที่เริ่มแผลงฤทธิ์จากตลาดทุนก่อนเป็นอันดับแรกนั้น ได้ลุกลามขยายวงกระทบภาคเศรษฐกิจมากขึ้นตามลำดับ สะท้อนผ่านตัวเลขการส่งออก-นำเข้าที่ซบเซาลงกันในแทบทุกภูมิภาค เช่นเดียวกับที่บรรดาสำนักวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ พร้อมใจกันออกมาลดคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปีนี้ลงจากคาดการณ์เดิม

ทุกหน่วยงานสำคัญในวันนี้จึงพร้อมใจกันเบี่ยงเป้าหมายเล็งไปที่ “รัฐบาล” กันเป็นพิเศษแทน โดยมองว่านี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องกลับมาใช้ “มาตรการทางการคลัง” เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกครั้ง นับตั้งแต่ที่เคยอัดฉีดกันอย่างหนักหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินสหรัฐปี 2008

อาจกล่าวได้ว่านอกเหนือจากเยอรมนี ที่มีตัวเลขการเติบโตแบบปีต่อปีในไตรมาส 4 ปีที่แล้วค่อนข้างดีที่ 1.1% และมีการรักษาวินัยทางการคลังดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลกแล้ว ก็แทบไม่มีใครสามารถปฏิเสธการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการคลังได้อีก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศผู้ส่งออก

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่ส่งสัญญาณความเป็นไปได้ที่จะนำการอัดฉีดงบประมาณทางการคลังออกมาใช้อีกครั้ง โดยรัฐมนตรีคลัง ทาโร อาโสะ ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมพิเศษ ในปีงบประมาณใหม่เริ่มต้นเดือน เม.ย.ที่จะถึงนี้ เพื่อใช้เงินงบประมาณลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จากเดิมที่มีการใช้มาตรการทางการเงินอย่างการลดดอกเบี้ยนโยบายติดลบ 0.1% และการอัดฉีดเงินซื้อสินทรัพย์ปีละ 80 ล้านล้านเยน (ราว 23 ล้านล้านบาท) อยู่แล้ว

ทว่า การใช้มาตรการทางการเงินมาตลอดหลายปีมานี้ และต้องคงระดับความเข้มข้นอย่างต่อเนื่องนั้น กลับไม่สามารถกระตุ้นให้ชาวญี่ปุ่นหันมาบริโภคและลงทุนมากขึ้นได้ สะท้อนผ่านอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นซึ่งยังติดหล่มอยู่ที่ 0% เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

กระทั่ง ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต้องยอมรับว่า ลำพังเพียงมาตรการของแบงก์ชาตินั้นไม่สามารถกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศขยายตัวไปถึงเป้าหมายที่ 2% แต่ต้องมีมาตรการทางการคลังมาช่วยสนับสนุนอีกทางไปพร้อมกันด้วย

จีนเองที่เคยเป็นอัศวินขี่ม้าขาวของโลกจากการอัดฉีดงบ 4 ล้านล้านหยวน (ราว 20.1 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2008 ก็มีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้นโยบายการคลังอีกครั้ง เพียงแต่จะไม่ใช่การอัดฉีดก้อนใหญ่ในครั้งเดียวเหมือนที่ผ่านมา เพราะมีบทเรียนมาแล้วจากการเร่งใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ที่กลายเป็นหนี้ท้องถิ่นมหาศาลตามมาพร้อมกับรัฐวิสาหกิจที่ไร้ประสิทธิภาพ และการผลิตส่วนเกินมาจนถึงปัจจุบัน

ในเบื้องต้นนั้น ฝ่ายสถิติของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ได้ออกมาส่งสัญญาณว่า จีนยังมีความยืดหยุ่นทางการคลังมากพอที่จะตั้งงบประมาณขาดดุลสูงถึง 4% ของจีดีพี เพื่อเป็นแรงกระตุ้นอีกทางในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซากว่าที่คาด และยังมีแรงกระเพื่อมในตลาดทุนเป็นระลอก จากผลพวงของการขึ้นดอกเบี้ยในสหรัฐ และการเข้ามาเก็งกำไรของกองทุนต่างชาติ  

การที่รัฐบาลมีหนี้ในระดับต่ำท่ามกลางสินทรัพย์จำนวนมาก ทำให้รัฐบาลมีความยืดหยุ่นสูงที่จะระดมทุนเพิ่มในช่วงดอกเบี้ยต่ำด้วยการออกพันธบัตรเพิ่ม ซึ่งหากตั้งงบขาดดุล 4% ของจีดีพี จาก 2.3% ในปีที่แล้ว ก็จะทำให้รัฐมีหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 70% ของจีดีพี ภายในสิ้นปี 2025 ซึ่งแน่นอนว่ายังน้อยกว่าในญี่ปุ่นและสหรัฐ ที่ล้วนก่อหนี้จนทะลุระดับ 100% ต่อจีดีพีไปแล้ว

ฟากฮ่องกงก็เพิ่งประกาศงบประมาณพิเศษเพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ วงเงิน 3.88 หมื่นล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 1.78 แสนล้านบาท) ภายใต้งบประมาณปี 2016-2017 หลังจากที่เศรษฐกิจฮ่องกงได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการค้าที่ซบเซาลงกับจีน และยังเห็นได้ชัดในรูปของนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายใช้สอยบางตาลงในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา

งบพิเศษนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ภาคธุรกิจและประชาชนรายย่อยผู้เสียภาษี โดยลดภาษีกำไรธุรกิจและภาษีเงินได้ส่วนบุคคลของปีงบประมาณ 2015-2016 ซึ่งคาดว่าการบรรเทาผลกระทบครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฮ่องกงให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ราว 1.1% ในปีนี้

การใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังได้สะท้อนให้เห็นความสำเร็จในบางประเทศ เช่น ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย โดยรายหลังนั้นได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรมพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ซบเซาหนักและยาวนานกว่าปีครึ่งมาแล้ว แต่ก็ยังสามารถพยุงเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นในประเทศได้ จากการที่รัฐเดินหน้าลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในฟิลิปปินส์ โดยมีการลงทุนด้านรถไฟเป็นเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญ

ในที่ประชุม จี20 ซึ่งเพิ่งจบลงไปนั้น มีการย้ำชัดเจนเกือบเป็นเอกฉันท์ว่า บรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ควรมองข้ามช็อตเดิมๆ อย่างการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษถึงขั้นติดลบ หรือการพิมพ์เงินของแบงก์ชาติออกมาช่วยซื้อสินทรัพย์ในประเทศ แต่ควรต้องใช้มาตรการอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น มาตรการอัดฉีดทางการคลัง เพื่อรับมือกับความเสี่ยงของโลกที่เพิ่มขึ้น

“มาตรการทางการเงินจะยังคงช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรับประกันเสถียรภาพทางด้านราคาได้ แต่นโยบายทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถนำการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุลเพียงพอได้” แถลงการณ์ส่วนหนึ่งของ จี20 ระบุ

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท