
การตอบสนองตลาด ภาพลวงตาภาคธุรกิจไทย
สภาปัญญาสมาพันธ์ ซึ่งผมเป็นประธาน ได้แถลงผลการสำรวจดัชนีประสิทธิผลภาคเอกชน
โดย...ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
สภาปัญญาสมาพันธ์ ซึ่งผมเป็นประธาน ได้แถลงผลการสำรวจดัชนีประสิทธิผลภาคเอกชน (Private Sector Effectiveness Index - PVE Index) พบว่าตัวชี้วัดด้านการตอบสนองความต้องการผู้บริโภคมีคะแนนสูงที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 67.79 ขณะที่ตัวชี้วัดด้านการสร้างนวัตกรรมมีคะแนนต่ำที่สุด ทั้งนี้น่าจะเกิดจากเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้
ประการแรก “คนไทยมีใจบริการเป็นทุนที่ดีงาม” การมีใจบริการเอื้อไปสู่ความพยายามในการเข้าถึงใจผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น
ประการที่สอง “แรงกดดันจากผู้บริโภคผ่านสื่อสังคมออนไลน์” การที่ประชาชนในประเทศเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากขึ้น ประกอบกับข้อมูลและความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทั้งในเชิงบวกและลบต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถเข้าใจและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากขึ้น
ประการที่สาม “บริบทในยุคศตวรรษที่ 21” ที่มีการแข่งขันสูงและผู้บริโภคมีแนวโน้มต้องการสินค้าและบริการที่มีความเจาะจงมากขึ้น และมีความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากอิทธิพลของการพัฒนาทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ภาคธุรกิจจึงมีความจำเป็นต้องแข่งขันกันเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและเป็นพลวัต
ประการที่สี่ ธุรกิจจำนวนมากมีลักษณะ “ซื้อมาขายไป” และการเปิดเสรีการค้าทำให้การนำเข้าสินค้ามาจำหน่ายมีความสะดวก รวดเร็ว ภาคธุรกิจไทยจึงสามารถตอบสนองความต้องการได้เสมอ
สะท้อนว่าภาคธุรกิจไทยส่วนใหญ่มีที่ยืนได้บนธุรกิจของต่างชาติ ขณะที่ธุรกิจต่างชาติที่ต้องการจำหน่ายสินค้าในประเทศไทย จำเป็นต้องพึ่งพาคนไทยให้ช่วยเจาะตลาดสินค้าแบรนด์ต่างชาติในประเทศไทย ส่งผลทำให้มูลค่าเพิ่มที่เกิดขึ้นไม่ได้ตกเป็นของภาคธุรกิจในประเทศไทยมากนัก ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจ
นอกจากนี้ พบว่าตัวชี้วัดด้านการรับผิดรับชอบและความเป็นสากลได้คะแนนค่อนข้างต่ำ สะท้อนว่าภาคธุรกิจในประเทศยังไม่ตอบสนองต่อแรงกดดันจากมาตรฐานสากลมากนัก ในขณะที่ผู้บริโภคในประเทศยังขาดความตระหนักเกี่ยวกับมาตรฐานสากล
ผลจากการสำรวจสะท้อนว่าภาคธุรกิจในประเทศไทยเน้นการตอบสนองต่อต้นทุนและผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่ขาดการคำนึงถึงการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว
ดังนั้น ผมจึงขอเสนอแนวทางในการพัฒนาภาคธุรกิจในประเทศไทยดังต่อไปนี้
แนวทางแรก “รัฐบาลควรแสดงบทบาทนำ” โดยเพิ่มการลงทุนด้านการออกแบบ การวิจัยและพัฒนา และกำหนดมาตรการจูงใจให้ภาคธุรกิจลงทุนด้านดังกล่าวมากขึ้น ส่วนมาตรการส่งเสริมการลงทุนต้องเน้นคัดเลือกการลงทุนที่มีคุณภาพและเน้นกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง
นอกจากนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและสร้างแรงจูงใจในการผลิตสินค้าเทคโนโลยี สินค้านวัตกรรม และสินค้าที่มีมาตรฐานสูง ภายใต้แบรนด์ของตนเองมากขึ้น
แนวทางที่สอง “การสร้างความสามารถทางเทคโนโลยี” โดยสนับสนุนให้คนไทยเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และมีความสามารถใช้ความรู้และทักษะทางเทคโนโลยีในการสร้างอาชีพและสร้างธุรกิจใหม่ เช่น ความรู้และทักษะการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ การออกแบบหุ่นยนต์ การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการออกแบบ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้
การปรับตัวเพื่ออนาคตจำเป็นต้องเริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ แม้ว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว แต่ยังดีกว่าปล่อยให้ประเทศไทยไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยีและยืนบนลำแข้งของตัวเองได้เลย







