posttoday
ธรรมะ...ฮาวทู

ธรรมะ...ฮาวทู

28 กุมภาพันธ์ 2559

ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพุทธคยา รัฐพิหารในปัจจุบัน เมื่อ 2000 กว่าปีก่อน เจ้าชายสิทธัตถะ

โดย...ราช รามัญ ติดตามได้ที่ http://www.facebook.com/rajramun

ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพุทธคยา รัฐพิหารในปัจจุบัน เมื่อ 2000 กว่าปีก่อน เจ้าชายสิทธัตถะ แห่งเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ ได้มาบรรลุในสรรพสิ่งทั้งปวงของธรรมชาติตามความเป็นจริง หรือที่เราเรียกกันสั้นๆ ว่า รู้ธรรมะ

ในความรู้นั้นพระองค์รู้ทั้งทางด้านการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาทั่วไปว่า ต้องปฏิบัติเช่นไรจึงมีความสุขแลความสำเร็จในชีวิตของการครองเรือน ตลอดทั้งทรงรู้ถึงวิธีว่า ทำอย่างไรให้จิตวิญญาณดวงนี้สลายหายไปโดยไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก หรือที่เราเรียกกันว่า บรรลุธรรมเป็นผู้หมดกิเลส

พระคุณเจ้าในเมืองไทย เน้นนำพาผู้คนทั้งหลายออกจากความทุกข์ ด้วยความรู้จากการศึกษาและปฏิบัติเพื่อให้จางคลายปัญหาสารพัด แต่ในบางครั้งการใช้ชีวิตอย่างคนธรรมดาๆ ที่ครองเรือน ยังมีอะไรอีกมากมายที่ซ่อนเร้นและซ่อนเงื่อน

บางครั้งธรรมชั้นสูงในฝ่ายโลกุตตรธรรมอาจจะกลายเป็นกำแพงหนา ถ้านำเอามาใช้ผิดที่ผิดเวลา เพราะธรรมะขั้นสูงหรือที่เรียกว่า โลกุตตรธรรม ปฏิบัติเพื่อการเป็นไปให้หลุดจากทุกสภาวะของฐานะทางโลกที่ดำรงอยู่ ซึ่งใครปฏิบัติได้นับว่าเป็นเลิศโดยแท้

แต่ชีวิตจริงของคนธรรมดาสามัญยังต้องทำงานหาเงิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด ส่งลูกเรียน เผลอๆ เพื่อผ่อนขั้นต่ำบัตรเครดิตอีกด้วย จะต้องทำอย่างไร ควรใช้ธรรมข้อไหนที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น โดยที่ยังครองเรือนอยู่ ไม่ต้องไปอยู่วัด อยู่ป่าเหมือนนักบวช

ธรรมะสำหรับคนใช้ชีวิต คนสู้ชีวิตมีอยู่จริง พระพุทธเจ้าทรงเมตตาสอนอยู่มีหลายบทหลายตอนเช่นกันที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก

เคยมีคนถามว่า คนนับถือพระพุทธศาสนานั้นจะต้องยากจน จะต้องไม่ฟุ้งเฟื้อ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ได้ยกคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำตอบไปว่า

“ความจนเป็นทุกข์อย่างยิ่ง”

ถ้าฆราวาสหรือคนธรรมดาอย่างเราๆ ต้องยากจน แล้วใครจะเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูพระศาสนา ดูแลพระสงฆ์องค์เณรให้ได้เรียนหนังสือ ให้ได้สร้างวัดวาอารามและส่งเสริมพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงสอนอีกคาถาหนึ่งว่า

“การมีหนี้เป็นทุกข์อย่างยิ่ง”

ดังนั้น ถ้าคนธรรมดาๆ ฆราวาสอย่างเราๆ จะเข้าวัดจะต้องจนเสียก่อนแล้วค่อยไปศึกษาธรรม คงเป็นความคิดที่ผิดแนวทางอย่างแน่นอน หรือเข้าวัดแล้วจะต้องไปทำตัวอวดรวยก็ไม่เข้าทีเข้าท่าเหมือนกัน

คนที่มีความทุกข์ หันซ้ายหันขวา ไม่รู้จะคลายทุกข์อย่างไรก็ไปวัด นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การไปก็ต้องเข้าใจว่า การไปวัดนั้นไปเพื่ออะไร การที่จะเข้าไปศึกษาธรรมะควรที่จะต้องหาธรรมะที่เหมาะสมกับสิ่งที่ตนมีความทุกข์อยู่ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่พอไปวัดกลับมามานั่งคิดเอาว่า

“เงินทองเป็นของนอกกายจะหาไปไหนหนักหนา ตายไปบาทหนึ่งก็เอาไปไม่ได้”

จริงตามนี้ทุกประการ ตายไปเอาไปไม่ได้

แต่ตอนที่มันยังไม่ตายนี่แหละปัญหาใหญ่ ต้องเข้าใจด้วยว่า เงินมีความสำคัญกับเราตั้งแต่เกิดจนตาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกนาทีของชีวิตจะต้องเป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด

ทีนี่ ถ้าไม่มีเงินแล้วจะเอาที่ไหนมากินมาใช้ มาจับจ่าย บางคนมีความทุกข์ปัญหาหนักหนา หมุนเงินไม่ทัน กิจการเริ่มย่อยยับ ดูท่าไม่รอด รายจ่ายมากกว่ารายรับ เริ่มทุกข์มากทุกข์เยอะ

พอเข้าไปวัดได้ความคิดมาว่า

“ปล่อยวาง”

เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปล่อยวาง แบบนี้เขาเรียกว่าเข้าใจธรรมะผิด และเอามาใช้ผิดด้วยเช่นกัน

การมีปัญหาแล้วบอกว่าปล่อยวางนั้น มันไม่ถูกต้อง น่าจะเป็นการ “ปล่อยทิ้ง” เสียมากกว่า หรือเป็นการหนีหนีปัญหานั้นเอง

คำว่า “ปล่อยวาง” นี้ ขอถามหน่อยว่า เรามีอะไรที่ยึดถือมากมายหนักหนา มีเงินทองมากมาย มีสมบัติมากมาย มีอำนาจมากมาย มีบริวารมากมายแล้วเราเบื่อหน่ายหรืออย่างไร จึงคิดจะปล่อยวาง อันนี้ชีวิตจริงยังไม่มีอะไรให้ยึดให้ถือเลย มีแต่ปัญหาด้วยซ้ำแต่บอกว่า ปล่อยวาง

“ปล่อยวาง” กับ “ปล่อยทิ้ง” ปฏิบัติเหมือนกัน แต่ความหมายแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมื่อมีปัญหาแล้วแบบปล่อยวาง ก็ไม่ต่างกับเรื่องที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง อุบลราชธานี เคยเล่าให้ฟังเอาไว้ว่า

“การปล่อยวางต้องเข้าใจให้ดี ไม่ใช่หลังคากุฏิรั่วอยู่ ฝนตกน้ำก็ไหลลงมา แล้วไม่ทำอะไรเลย ไม่คิดแม้แต่จะซ่อมหลังคา ด้วยความคิดที่ว่า ปล่อยวาง อันนี้มันผิด”

ปล่อยวาง คำนี้แท้จริงเป็นผลของการปฏิบัติธรรมในขั้นสูง ซึ่งเป็นการปล่อยเองโดยธรรมชาติทางจิตวิญญาณหรือจิตใจ ไม่ใช่ไปคิด ไปสั่งให้ปล่อยวาง อย่างที่ใครบางคนเข้าใจ

แต่สำหรับปุถุชนคนธรรมดาจะปล่อยวางได้ไหม ปล่อยวาง แต่ต้องเป็นการปล่อยวางด้วยปัญญา ไม่อย่างนั้นจะเป็นการปล่อยทิ้งมากกว่า...

ปล่อยวาง อย่างคนปุถุชน หลักคิดง่ายๆ คือ ปล่อยวางความคิดลบ ปล่อยวางจากอารมณ์ขุ่นหมองมัว ปล่อยวางจากการมองคนในแง่ร้าย แบบนี้ต่างหากเป็นการปล่อยวางที่เหมาะกับปุถุชนคนทั่วไป แต่การปล่อยวางทั้งที่มีปัญหาอยู่เบื้องหน้า อย่างไรเสียก็คือการปล่อยทิ้ง

การเป็นชาวพุทธศึกษาธรรมเป็นสิ่งที่ดี แต่การหยิบยกเอาธรรมะมาใช้โดยไม่ได้มีปัญญาเป็นตัวนำนั้นจะทำให้เราเข้าใจอะไรที่ผิดและไม่เกิดประโยชน์กับตัวเองเลย ศาสนาพุทธทรงเน้นสอนเรื่องจิตวิญญาณให้เกิดปัญญาให้เกิดความสุข สำหรับปุถุชนคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ และถ้าใครพร้อมที่จะไปโลกกุตระคือธรรมะหลุดพ้นก็ต้องมีการวางแผนชีวิตให้ดี และก้าวเดินไปในมรรควิถีที่มากกว่าเดิม

ธรรมะสำหรับปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปที่เป็นปุถุชนเรียกว่า โลกียธรรม เป็นการใช้ชีวิตที่เนื่องด้วยคุณธรรม นี่แหละสามารถสัมผัสและเข้าถึงได้ จับต้องได้อย่างแท้จริง

แต่สังคมอาจจะไม่เคยได้รับรู้ในส่วนนี้มาก่อน...เอาเป็นว่าเรามาฝึกจิตวิญญาณให้เกิดปัญญาด้วยการเข้าใจในหลักธรรมแบบ ทำมา...ธรรมะ กันที่นี่ เพื่อกระตุกเร้าจิตวิญญาณให้ตื่นฟื้นและมีความสุขกับการใช้ชีวิตกันดีกว่า...

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69